⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3838/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3838/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้รับชำระหนี้โดยมิได้สงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับ ย่อมถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิในการเรียกเอาเบี้ยปรับนั้นแล้ว

ย่อคำพิพากษา

จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์บนที่ดินของจำเลย แต่โจทก์ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ปัจจุบันจำเลยได้เข้าอยู่และใช้อาคารพาณิชย์ดังกล่าวแล้ว กรณีไม่ได้เป็นเรื่องจำเลยรับมอบอาคารพาณิชย์ทั้งที่ชำรุดบกพร่อง อันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามมาตรา 598 แห่ง ป.พ.พ. สิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 381 การที่จำเลยยอมเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแล้ว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้แล้ว โดยจำเลยไม่สงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลาที่จำเลยยอมรับชำระหนี้ จำเลยจึงเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.381 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.598

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๙๕๕,๖๗๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าปรับอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันครบกำหนดส่งมอบงาน คือวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ ถึงวันฟ้องแย้งเป็นเงินจำนวน ๒๕๓,๑๒๕ บาท และค่าใช้จ่ายในการจ้างบุคคลอื่นมาซ่อมแซมต่อเติมอาคารพาณิชย์อีกจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายจำนวน ๓๕๓,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๘๕๕,๑๐๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินจำนวน ๒,๕๑๕ บาท แก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์และจำเลยร่วมทุนกันก่อสร้างอาคารพาณิชย์ลงบนที่ดินของจำเลย ๔ ห้อง ส่วนโจทก์ออกทุนเป็นค่าวัสดุและออกแรงเป็นผู้ก่อสร้างกับค่าดำเนินการ เมื่อสร้างเสร็จจะนำออกขายแล้วนำกำไรที่ได้มาแบ่งกัน ต่อมาจำเลยเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับโจทก์โดยร่วมทุนกับโจทก์เพียง ๒ ห้อง ส่วนอีก ๒ ห้อง จำเลยว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน หากไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด โจทก์ต้องเสียเบี้ยปรับให้จำเลยในอัตราร้อยละ ๓ ต่อวันจากจำนวนค่ารับเหมาก่อสร้าง ต่อมาวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ จำเลยได้ขายอาคารพาณิชย์จำนวน ๒ ห้อง ที่ก่อสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ ๙๘๓๙ และ ๙๘๓๘ ให้แก่บุคคลภายนอก ซึ่งทั้งสองห้องดังกล่าวเป็นห้องที่โจทก์และจำเลยร่วมกันลงทุน มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเบี้ยปรับได้หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด หลังจากนั้นประมาณ ๔ เดือนเศษ จำเลยได้เรียกโจทก์มาเจรจาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเกษตรสมบูรณ์แล้วโจทก์เข้าดำเนินการก่อสร้างใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่แล้วเสร็จ และปัจจุบันจำเลยได้เข้าอยู่และใช้อาคารที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างเป็นร้านค้าอะไหล่รถยนต์และอู่ซ่อมรถยนต์ จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิเรียกเอาเบี้ยปรับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๕๙๗ และ ๕๙๘ เพราะการก่อสร้างชำรุดบกพร่อง จำเลยไม่ยอมรับงานและไม่ชำระค่าจ้างให้โจทก์นั้น ถือว่าจำเลยอิดเอื้อนเป็นการสงวนสิทธิโดยชอบที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์ไม่เสร็จภายในกำหนดไม่ได้เป็นเรื่องจำเลยรับมอบอาคารพาณิชย์ทั้งที่ชำรุดบกพร่องอันเป็นเหตุให้โจทก์ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งศาลอุทธรณ์ก็ให้โจทก์รับผิดในความชำรุดบกพร่องที่จำเลยต้องว่าจ้างนายมุ้ยก่อสร้างซ่อมแซมเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แล้ว ส่วนสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับฐานผิดสัญญาต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๑ การที่จำเลยยอมเข้าไปอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ที่ว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างแล้วถือได้ว่าจำเลยยอมรับชำระหนี้แล้ว โดยจำเลยไม่ได้บอกสงวนสิทธิที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับในเวลาที่จำเลยยอมรับชำระหนี้ แต่เพิ่งมาเรียกเบี้ยปรับเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว จำเลยจึงเรียกเอาเบี้ยปรับตามสัญญาว่าจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคารพาณิชย์จากโจทก์ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาของจำเลยในส่วนคำฟ้องโจทก์ทั้งหมดให้จำเลย ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๖,๐๐๐ บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาสำหรับฟ้องแย้งของจำเลยให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3838/2547 นายชาญชัย คันธโกวิท โจทก์ นายธวัชชัย แซ่ตู จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายชาญชัย คันธโกวิท · จำเลย - นายธวัชชัย แซ่ตู
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · ทองหล่อ โฉมงาม · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดภูเขียว - นางสาวศิริรัตน์ สีนวล · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายเฉลียว พลวิเศษ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 458/2535ฎีกา 591/2531ฎีกา 5470/2537ฎีกา 2100/2514ฎีกา 1331/2534ฎีกา 2536/2529ฎีกา 894/2540ฎีกา 939/2521ฎีกา 2365/2536ฎีกา 246/2522ฎีกา 1340/2537ฎีกา 1664/2539ฎีกา 2669/2524ฎีกา 4932/2541ฎีกา 2808/2526ฎีกา 3974/2532ฎีกา 5268/2539ฎีกา 1774/2500ฎีกา 802/2533ฎีกา 7172/2547ฎีกา 2299/2523ฎีกา 5366-5367/2533ฎีกา 132/2567ฎีกา 5508/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา