⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4103/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4103/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีหรือแสดงไว้เพื่อขายซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต.

ย่อคำพิพากษา

ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฯ มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ค้า" ว่า หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และหมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและวางเสนอขายของกลางดังกล่าว จึงเป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์คุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงกรรมเดียว ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่าง จำเลยก็ยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4, 6, 19, 20, 47, 57, 58 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 กับริบซากสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางทั้งหมด ลิงกัง 1 ตัว และเครื่องชั่งน้ำหนักของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 20 วรรคหนึ่ง, 47 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานค้าซากของสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ไม่รับอนุญาตตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 4 ให้คำนิยามของคำว่า "ค้า" ว่า หมายความว่า ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำหน่าย จ่าย แจก หรือโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในทางการค้า และหมายความรวมถึงมีหรือแสดงไว้เพื่อขายด้วย ดังนั้น การที่จำเลยมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองของกลางไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และวางเสนอขายของกลางดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเพียงกรรมเดียว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมานั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยก็ยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานค้าซากสัตว์ป่าคุ้มครองและสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง, 47 เพียงกระทงเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4103/2547 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นางจันทร์ ภู่ระหงษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ · จำเลย - นางจันทร์ ภู่ระหงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · สบโชค สุขารมณ์ · เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 3310/2541ฎีกา 472/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ