⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6364/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด เป็นการพิพากษาที่มิชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกโดยอ้างว่าจำเลยกับพวกรู้ว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารการสอบสวนสิทธิอันเป็นความเท็จว่าที่ดินเห็นควรออก น.ส. 3 เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าที่ดินมีน้ำทะเลท่วมถึง ราษฎรใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันจับสัตว์น้ำ และยังไม่มีผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนว่าที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินเป็นป่าชายเลนและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินทั้งสามแปลงไม่มีการทำประโยชน์ แต่เพิ่งจะมีการทำประโยชน์ในปี 2519 ฟังว่าที่ดินไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อน การรับรองในแบบการสอบสวนจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด เป็นการมิชอบ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตร่วมกันบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารสอบสวนสิทธิดังกล่าวมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ทั้งนี้เพื่อนำเสนอนายอำเภอหนองจิกว่าเห็นควรออก น.ส.3 ให้ทั้งแปลงได้เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จนนายอำเภอหนองจิกหลงเชื่อว่าข้อความในเอกสารนั้นเป็นความจริง จึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกเสนอ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เป็นเหตุให้กรมที่ดิน ประชาชน และ นายอาลี กับพวกราษฎรซึ่งใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เน้นหนักเกี่ยวกับสภาพของที่ดินซึ่งเป็น ที่ว่างเปล่า มีน้ำท่วมถึง และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการจับสัตว์น้ำและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งโดยสภาพเช่นนี้ย่อมไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ เพราะมีลักษณะเป็นที่สาธารณะ ต้องห้ามมิให้ออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังเป็นการผิดเงื่อนไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทยในสิทธิและการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารการสอบสวนสิทธิอันเป็นความเท็จตามที่นายเจริญ นายมนูญ และนายประเสริฐศักดิ์อ้าง เพื่อนำเสนอนายอำเภอหนองจิกว่าเห็นควรออก น.ส.3 ให้เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นถึงหลักเกณฑ์การพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่า บุคคลที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวก ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดแต่ละกรรมว่าความจริงที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมีน้ำทะเลท่วมถึง ราษฎรใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ร่วมกันจับสัตว์น้ำ และยังไม่มีผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นป่าชายเลนและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินทั้งสามแปลงไม่มีการทำประโยชน์ แต่เพิ่งมีการทำประโยชน์ในปี 2519 เพียงบางส่วน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่เกิดเหตุไม่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ การรับรองในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยทั้งสองเป็นการละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องมานั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นฎีกาในข้อไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2547 พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี โจทก์ นายอุดม บุญวรรณโณ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี · จำเลย - นายอุดม บุญวรรณโณ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดปัตตานี - นายกิตติกร กิตติพานประยูร · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 605/2511ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 901/2480ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 2108/2536ฎีกา 5723-5724/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา