⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6438/2547

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6438/2547

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์มีสิทธิเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาล หากโจทก์ไม่เรียกเอาภายในกำหนด เงินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน

ย่อคำพิพากษา

เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษานั้น ย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว หาใช่นับจากวันที่ที่โจทก์ได้รู้ว่ามีการวางเงินไม่ โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเมื่อใดไม่ได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป แม้เงินจำนวนดังกล่าวยังคงเก็บรักษาไว้ที่ศาลชั้นต้นก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอรับเงินดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.323

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยวางเงินจำนวน 40,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามพิพากษา โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มารับเงินภายใน 5 ปี จึงไม่อาจมารับได้อีก ตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 40,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 40,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษานั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว หาใช่นับจากวันที่โจทก์ได้รู้ว่ามีการวางเงินไม่ ดังนั้น โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเมื่อใดไม่ได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป แม้เงินจำนวนดังกล่าวยังคงเก็บรักษาไว้ที่ศาลชั้นต้นก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอรับเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6438/2547 นางสุวพร ลักษณียขจร โจทก์ นางธูป หงษ์ทอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสุวพร ลักษณียขจร · จำเลย - นางธูป หงษ์ทอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · สุรพล เจียมจูไร · พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7316/2553ฎีกา 179/2543ฎีกา 172/2530ฎีกา 986/2548ฎีกา 1702/2547ฎีกา 372/2567ฎีกา 4497/2531ฎีกา 6395/2555ฎีกา 2735/2528ฎีกา 4873/2546ฎีกา 1097-1098/2547ฎีกา 447/2546ฎีกา 3067/2550ฎีกา 612/2564ฎีกา 1716/2550ฎีกา 1026/2535ฎีกา 656/2508ฎีกา 14102/2556ฎีกา 3748/2565ฎีกา 881/2529ฎีกา 5323/2533ฎีกา 2873/2550ฎีกา 16134/2556ฎีกา 5398/2567
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ