⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1663/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2548

ป.พ.พ. ม.383

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ค่าปรับหรือเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ หากความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจากความล่าช้าของฝ่ายผู้เรียกร้องเอง.

ย่อคำพิพากษา

ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา ความเสียหายจึงเกิดจากความล่าช้าของโจทก์ที่ไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท จึงนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.383 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับวันละ 6,899.80 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,283,833.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับทราบการบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,489,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,655,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขุดลอกร่องน้ำและก่อสร้างกำแพงกันดินร่องน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เริ่มทำงานวันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 เมษายน 2540 หากทำไม่แล้วเสร็จจะต้องถูกปรับวันละ 6,899.80 บาท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 เห็นว่า ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งจำเลยไม่ได้รับค่าจ้างจากโจทก์และโจทก์ก็ริบหลักประกันของจำเลยไปแล้ว เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาไปจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวม 331 วัน เป็นเงิน 1,655,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2548 กรมเจ้าท่า โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยแซลเว็จเอ็นจิเนียริ่ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมเจ้าท่า · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยแซลเว็จเอ็นจิเนียริ่ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · ธาดา กษิตินนท์ · องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 58/2530ฎีกา 4244/2539ฎีกา 1471/2542ฎีกา 4623/2540ฎีกา 3414/2541ฎีกา 3616/2558ฎีกา 4194/2536ฎีกา 13658/2557ฎีกา 4873/2528ฎีกา 2139/2565ฎีกา 5884/2541ฎีกา 6052/2537ฎีกา 4145/2542ฎีกา 2669/2524ฎีกา 1492/2544ฎีกา 458/2533ฎีกา 5268/2539ฎีกา 4847/2542ฎีกา 1774/2500ฎีกา 5682/2541ฎีกา 66/2542ฎีกา 4634/2549ฎีกา 5753/2545ฎีกา 3745/2526
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ