⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1868/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อห้ามจำเลยนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยต่อไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.254 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.255

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์ และให้ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิบเจ็ด หากโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนถึงวันฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 9,202,000 บาท และในอัตราเดือนละ 740,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,795.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 770,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระค่าภาษีโรงเรือนสำหรับที่ดินและตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท และอาคารอื่น นับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอเบื้องต้นเสร็จสิ้น หากโจทก์ได้ชำระแทนไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะส่งมอบที่ดินและอาคารของโจทก์คืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2543 ว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และคำขอห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านั้น เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้บังคับได้จึงเป็นควรยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท จำเลยที่ 16 และที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุดเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำสั่งศาลที่ห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงตามคำสั่งวันที่ 8 กันยายน 2543 นั้น ออกตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินฉบับวันที่ 6 กันยายน 2543 ของโจทก์ที่อ้างไว้ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดกำลังจะให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยต่ออายุสัญญาเช่าช่วงในสัญญาเช่าช่วงที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดทำกับผู้เช่าช่วงและกำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่าช่วงลง จึงเป็นคำสั่งห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงในทุกกรณี ซึ่งรวมถึงผู้เช่าช่วงเดิมด้วย กรณีเป็นที่พอใจจากหลักฐานที่ศาลสอบถามว่าจำเลยที่ 16 ที่ 17 และบริวารสามารถจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถ้าได้ทำโดยสุจริตกับไม่มีวิธีการบังคับอื่นที่ผู้ร้องจะใช้บังคับจึงให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบมาตรา 259 จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยทำอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ส่วนฉบับที่สองอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนใหม่ โดยให้โอกาสจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา นำพยานมาสืบแก้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายด้วย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นให้ยก จึงเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป เพราะจำเลยที่ 16 และที่ 17 ก็ยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงจริง คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพัฒน์ บุญยุบล · บรรหาร มูลทวี · เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1145/2494ฎีกา 9028/2542ฎีกา 2387/2525ฎีกา 3801/2536ฎีกา 6027/2534ฎีกา 952/2539ฎีกา 920/2524ฎีกา 1109/2510ฎีกา 2381/2530ฎีกา 483/2519ฎีกา 1068/2522ฎีกา 2177/2543ฎีกา 8200/2567ฎีกา 247/2525ฎีกา 970/2519ฎีกา 1343/2538ฎีกา 2929/2517ฎีกา 2724/2541ฎีกา 1634/2526ฎีกา 6619/2545ฎีกา 558/2528ฎีกา 3883-3884/2559ฎีกา 176/2494ฎีกา 1001/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ