⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2888-2889/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888-2889/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยอมรับเช็คใหม่เป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คเดิม และสละสิทธิในเช็คเดิม ถือเป็นการยอมความ ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ระงับไป

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมยอมรับเช็ค 5 ฉบับ ที่จำเลยออกให้ใหม่เป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาท และตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็ค 5 ฉบับ ดังกล่าว กับสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใด ๆ ที่มีอยู่ในเช็คพิพาทอีกต่อไป ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะดำเนินคดีกับจำเลยซึ่งเป็นผู้ออกเช็คพิพาทด้วย ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมความกัน ทำให้สิทธิในการนำคดีอาญาในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนว่า จำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม ลงวันที่ 27 กันยายน 2540 จำนวนเงิน 146,570 บาท ให้นางนวลน้อย วรรณพงษ์ ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และจำเลยออกเช็คธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขามหาสารคาม ลงวันที่ 30 กันยายน 2540 จำนวนเงิน 306,682 บาท ให้ผู้เสียหาย เพื่อชำระหนี้เงินกู้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ครั้นเมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ผู้เสียหายนำไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสองฉบับเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 ให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 และนับโทษของจำเลยทั้งสองสำนวนนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1852/2541 หมายเลขดำที่ 267/2541 และหมายเลขดำที่ 4027/2542 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางนวลน้อย วรรณพงษ์หรือวีระพันธ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กระทงแรกจำคุก 4 เดือน กระทงที่สอง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 4 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1852/2541 หมายเลขดำที่ 267/2541 และหมายเลขดำที่ 4027/2541 (ที่ถูก 4027/2542) ของศาลชั้นต้น ศาลยังไม่มีคำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.6 แล้วออกเช็คพิพาทตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.7 ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด โจทก์ได้นำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่ามีคำสั่งให้ระงับการจ่าย ต่อมาโจทก์ร่วมและจำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินกันอีกโดยจำเลยออกเช็คจำนวน 5 ฉบับ ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินใหม่ด้วยตามสัญญากู้เงินและเช็คเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.12 แต่เช็คจำนวน 5 ฉบับ ที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมนี้เรียกเก็บเงินไม่ได้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมมีว่า สิทธิดำเนินคดีอาญาของโจทก์และโจทก์ร่วมตามเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ระงับไปแล้วหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความเป็นพยานไว้อย่างชัดแจ้งว่า การกู้เงินระหว่างโจทก์ร่วมและจำเลยคดีนี้เป็นครั้งสุดท้ายและเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คในคดีนี้ จำเลยและโจทก์ร่วมได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกันใหม่โดยจำเลยสั่งจ่ายเช็คให้ใหม่แทนสัญญากู้เงินและเช็คตามฟ้องตามสำเนาสัญญากู้เงินและสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.5 ถึง ล.12 เมื่อพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่เบิกความว่า โจทก์ร่วมนำเช็คจำนวน 5 ฉบับ ที่จำเลยออกให้ใหม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำนวนการสอบสวนเอกสารหมาย ล.14 ถึง ล.19 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าเช็คจำนวน 5 ฉบับ และสัญญากู้เงินที่จำเลยออกให้ใหม่นั้นเกิดจากมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ร่วมยอมรับเช็คจำนวน 5 ฉบับ ที่จำเลยออกให้ใหม่เป็นการแลกเปลี่ยนกับเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ และตกลงเข้าถือสิทธิตามเช็คจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว กับสละสิทธิหรือไม่ยึดถือสิทธิใด ๆ ที่มีอยู่ในเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ อีกต่อไป ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะดำเนินคดีกับจำเลยซึ่งเป็นผู้ออกเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับ ด้วย ข้อตกลงแลกเปลี่ยนเช็คระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยถือได้ว่าเป็นการยอมความกัน อันมีผลให้สิทธิในการนำคดีอาญาในเช็คพิพาทของโจทก์และโจทก์ร่วมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2888 - 2889/2548 พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม โจทก์ นางนวลน้อย วรรณพงษ์ หรือวีระพันธ์ โจทก์ร่วม นางเครือวรรณ ส. อินทร์เพ็ญ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดมหาสารคาม · โจทก์ร่วม - นางนวลน้อย วรรณพงษ์ หรือวีระพันธ์ · จำเลย - นางเครือวรรณ ส. อินทร์เพ็ญ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · คมวุฒ บุรีธนวัต
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7570/2541ฎีกา 591/2540ฎีกา 1656/2512ฎีกา 19406/2555ฎีกา 199/2537ฎีกา 1124/2496ฎีกา 1979/2521ฎีกา 1499/2531ฎีกา 235/2540ฎีกา 801/2503ฎีกา 70/2489ฎีกา 9076/2558ฎีกา 755/2547ฎีกา 2379/2565ฎีกา 4541/2550ฎีกา 6241/2538ฎีกา 5628/2544ฎีกา 178/2494ฎีกา 8404/2540ฎีกา 2927/2540ฎีกา 214/2494ฎีกา 2384/2542ฎีกา 169/2490ฎีกา 7545/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา