⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4649/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4649/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์จะถือว่าเกิดขึ้นในเขตศาลใด ต้องพิจารณาจากสถานที่ที่ทรัพย์นั้นถูกยักยอกไป หรือสถานที่ที่ผู้กระทำผิดได้ทรัพย์นั้นมาโดยทุจริต

ย่อคำพิพากษา

จำเลยมิได้ยักยอกเงินของโจทก์ที่จังหวัดเชียงราย จำเลยรับเงินและเช็คจากลูกค้าของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้วไม่นำส่งให้โจทก์ที่จังหวัดเชียงราย แต่กลับนำเงินและเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ธนาคารซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แม้อาจจะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ความผิดดังกล่าวก็มิได้เกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย อันจะทำให้ศาลจังหวัดเชียงรายมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ การที่จำเลยมีเจตนาทุจริต โดยมีการวางแผนยักยอกเงินของโจทก์ที่จังหวัดเชียงราย หลังจาก ส. ถึงแก่ความตายแล้ว ก็ยังถือไม่ได้ว่าความผิดได้เกิดขึ้นแล้วอันจะทำให้ศาลจังหวัดเชียงรายไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว กรณีจึงไม่อาจโอนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ไปชำระที่ศาลแขวงสมุทรปราการได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.23

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ มีนายสุรพงษ์ เลิศชัยพร และนายประดิษฐ์ รุ่งชัยพร เป็นกรรมการโดยคณะกรรมการคนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ โจทก์ได้สร้างอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยห้องชุดที่จังหวัดสมุทรปราการ จำหน่ายให้แก่ประชาชนตั้งแต่ปี 2536 จนถึงปัจจุบัน และโจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของโจทก์กับจำเลยที่ 2 น้องชายของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำบัญชีจัดเก็บเอกสาร การเงินและนำเงินรายได้จากการขายห้องชุดส่งมอบแก่โจทก์ หรือเข้าบัญชีโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2538 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบียดบังเอาเงินจากการขายห้องชุดจำนวน 25,283,793 บาท ของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองไปโดยทุจริต เหตุเกิดที่ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย และตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เกี่ยวเนื่องกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นไม่ใช่สถานที่ความผิดเกิดขึ้น ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเชียงราย) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายธีรศักดิ์ ลิขิตเกรียงไกร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และนายเกรียงไกร ศรีเพ็ชรวรรณดี ผู้บริหารโครงการของโจทก์ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด สำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่เลขที่ 40/20 หมู่ที่ 6 ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีนายสุรพงษ์ เลิศชัยพร สามีจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์และนายประดิษฐ์ รุ่งชัยพร เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อประทับตราสำคัญของโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายของจำเลยที่ 1 โจทก์มีวัตถุประสงค์สร้างอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยห้องชุดจำหน่ายโจทก์สร้างอาคารพาณิชย์และที่พักอาศัยที่จังหวัดสมุทรปราการ จำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 นายสุรพงษ์ถึงแก่ความตาย นายประดิษฐ์ได้นัดประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่จังหวัดเชียงรายอันเป็นภูมิลำเนาของนายประดิษฐ์ ที่ประชุมตกลงมอบหมายให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำบัญชีจัดเก็บเอกสาร การเงินและนำเงินที่ได้จากการขายห้องชุดส่งมอบแก่โจทก์โดยนำเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่จังหวัดเชียงราย ภายหลังจำเลยทั้งสองรับมอบเงินสดและเช็คค่าห้องชุดที่ลูกค้าของโจทก์นำมาชำระเป็นเงินประมาณ 25,000,000 บาท แล้วนำเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุรุพงษ์ โดยมิได้นำส่งให้โจทก์ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงราย เห็นว่า หลังจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ได้มอบหมายให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำบัญชี เก็บเอกสารการเงิน และนำเงินรายได้จากการขายห้องชุดส่งแก่โจทก์โดยนำเข้าบัญชีของโจทก์ที่จังหวัดเชียงรายแล้ว จำเลยทั้งสองดำเนินการตามที่ประชุมผู้ถือหุ้นโจทก์มอบหมาย ซึ่งโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินของโจทก์ไปเป็นจำนวนเงินประมาณ 25,000,000 บาท ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันยักยอกเงินของโจทก์ที่จังหวัดเชียงราย จำเลยทั้งสองรับเงินและเช็คจากลูกค้าของโจทก์ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้วไม่นำส่งให้โจทก์ที่จังหวัดเชียงราย แต่กลับนำเงินและเช็คเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุรุพงษ์ กรุงเทพมหานคร แม้อาจจะเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ แต่ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย อันจะทำให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเชียงราย) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาทุจริต โดยมีการวางแผนยักยอกเงินของโจทก์ที่จังหวัดเชียงรายตั้งแต่เมื่อปลายเดือนเมษายน 2539 หลังจากนายสุรพงษ์ถึงแก่ความตายแล้วนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองตามข้ออ้างดังกล่าวของโจทก์แม้จะเป็นความจริงก็ยังถือไม่ได้ว่าความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้เกิดขึ้นแล้วอันจะทำให้ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเชียงราย) มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้โอนคดีของโจทก์ไปชำระที่ศาลแขวงหรือศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้รับมอบเงินและเช็คที่จังหวัดสมุทรปราการนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเชียงราย) ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว กรณีก็ไม่อาจโอนคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์อ้างได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4649/2548 บริษัทสินมั่นคง คอนโดเฮ้าส์ จำกัด โจทก์ นางสาวจินตนา จตุรทัศนัย กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสินมั่นคง คอนโดเฮ้าส์ จำกัด · จำเลย - นางสาวจินตนา จตุรทัศนัย กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สบโชค สุขารมณ์ · เรวัตร อิศราภรณ์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3966/2534ฎีกา 5103/2528ฎีกา 2207/2540ฎีกา 4575/2551ฎีกา 5312/2560ฎีกา 289/2497ฎีกา 1328/2523ฎีกา 1754-1755/2523ฎีกา 2360/2523ฎีกา 3826/2531ฎีกา 603/2520ฎีกา 3414/2527ฎีกา 2209/2540ฎีกา 2038/2523ฎีกา 3103/2536ฎีกา 396/2517ฎีกา 2990/2526ฎีกา 3659/2566ฎีกา 1272-1273/2494ฎีกา 358/2525ฎีกา 4173/2562ฎีกา 8103/2548ฎีกา 1885/2527ฎีกา 3687/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา