⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6162/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
บุคคลผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลพิจารณาตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้ แม้ว่าจะมีผู้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกไปก่อนแล้วก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ว. ยื่นคำร้องขอให้ตั้ง ว. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ผู้ตาย การที่ ว. ถึงแก่ความตายจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาคดีต่อไปเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของ ว. ไม่ใช่คดีที่ทายาทหรือผู้อื่นจะร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ทั้งศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของ พ. ที่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ว. และจำหน่ายคดีของ พ. ออกจากสารบบความแล้ว พ. จึงเป็นบุคคลภายนอกคดี และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในประเด็นตามคำร้องของ พ. ดังนี้ คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นคัดค้านผู้ร้องที่ 1 ว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้ง พ. เป็นผู้จัดการมรดก เนื่องจาก พ. เป็นบุตรของ ว. ภริยาของผู้ตาย ทั้ง ว. ถึงแก่ความตายแล้ว พ. เป็นผู้จัดการมรดก ผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก และมีความเหมาะสมมากกว่าผู้ร้องที่ 1 คำคัดค้านของ พ. ที่ยื่นมาภายหลังเป็นการยื่นตามสิทธิของตนเอง ซึ่งมีสิทธิทำได้ จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้ร้องขอที่ 1 ที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ใหม่ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ดังนั้น ก่อนที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 พ. ซึ่งเป็นบุตรของ ว. ภริยาของ ช. เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลรับคำคัดค้านของตนไว้พิจารณาได้ ทั้งเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าผู้ใดในระหว่างผู้ร้องที่ 1 และ พ. เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. การดำเนินกระบวนของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกินกว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.42 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1697

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากนางวลัย วรกุล ยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชูชัย วรกุล ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 ไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้มีคำสั่งตั้งนางวลัย ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย นางขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ และนายชูศักดิ์ วรกุล ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย ส่วนผู้ร้องทิ้งร้างผู้ตายไปกว่า 10 ปี โดยไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูกัน ทั้งผู้ร้องยังกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เบียดบังยักยอกทรัพย์มรดกไปหลายรายการไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นนางวลัยผู้ร้องถึงแก่ความตาย นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ผู้จัดการมรดกของผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่และขอให้ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะนางวลัย วรกุล ผู้ร้องออกจากสารบบความ และยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่าผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้องกับนายสุชาญ สุวิมลปรีชา ผู้ร้องได้จดทะเบียนหย่ากับนายสุชาญแล้วจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 3 จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก ผู้คัดค้านที่ 1 มีอายุมากและภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นไม่สะดวกในการเดินทางจึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้คัดค้าน และมีคำสั่งตั้งนายขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ ผู้ร้องที่ 1 กับนางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกร่วนกันของนายชูชัย วรกุล ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711, 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเดิมนางวลัย วรกุล ยื่นคำร้องว่า นายชูชัย วรกุล ซึ่งเป็นสามีถึงแก่ความตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งนางวลัยเป็นผู้จัดการมรดก นายขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ และนายชูศักดิ์ วรกุล ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายชูชัยผู้ตาย นางวลัยไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งนางขุ้ยหั้วเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก่อนศาลทำการไต่สวนนางวลัยถึงแก่ความตาย นางสาวพิจิต สุวิมลปรีชา ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของนางสาวพิจิตซึ่งยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่และจำหน่ายคดีนางวลัยออกจากสารบบความกับมีคำสั่งยกคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วกับนายชูศักดิ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้าน และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วและนายชูศักดิ์แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ก่อนศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของนางขุ้ยหั้วและนายชูศักดิ์ นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้านที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางวลัย วรกุล กับนายสุชาติ สุวิมลปรีชา นางวลัยได้จดทะเบียนหย่ากับนายสุชาติแล้วจดทะเบียนสมรสกับนายชูชัยผู้ตาย เมื่อนายชูชัยถึงแก่ความตาย มรดกของนายชูชัยย่อมตกทอดแก่นางวลัย ต่อมานางวลัยถึงแก่ความตาย ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกของนางวลัยตามคำร้อง นางสาวพอจิตจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายชูชัยผู้ตาย เนื่องจากนางขุ้ยหั้วอายุมากแล้วและมีภูมิลำเนาอยู่ที่อื่นไม่สะดวกในการเดินทางไปจัดการมรดก จึงไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นให้เรียกผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และเรียกผู้คัดค้านที่ 3 เป็นผู้คัดค้าน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ว่า การที่นางสางพอจิตผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านลงวันที่ 8 มิถุนายน 2548 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อนางวลัย วรกุล มารดาของผู้คัดค้านถึงแก่ความตาย คำร้องของนางวลัยที่ขอให้ตั้งนางวลัยเป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตายจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาต่อไป เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ร้องขอ ไม่ใช่คดีที่ทายาทหรือผู้อื่นจะร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ ทั้งเมื่อศาลชั้นต้นได้ยกคำร้องของนางสาวพอจิตที่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่นางวลัย และจำหน่ายคดีของนางสาวพอจิตออกจากสารบบความแล้วนางสาวพอจิตจึงเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่อยู่ในฐานะคู่ความ และศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีในประเด็นตามคำร้องของนางสาวพอจิตดังนี้ คำคัดค้านของนางสาวพอจิตฉบับลงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 ที่ยื่นคัดค้านผู้ร้องที่ 1 ว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้ตั้งนางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตายเนื่องจากนางสาวพอจิตเป็นบุตรของนางวลัยภริยาของผู้ตาย ทั้งนางวลัยถึงแก่ความตายแล้ว นางสาวพอจิตเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกผู้ตาย ทั้งมีคุณสมบัติเหมาะในการเป็นผู้จัดการมรดกมากกว่าผู้ร้องที่ 1 คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ยื่นมาภายหลังเป็นการยื่นตามสิทธิของตนเอง ซึ่งมีสิทธิทำได้จึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ฎีกาของผู้ร้องทั้งสองฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ประการต่อไปว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง (ผู้ร้องทั้งสอง) ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสอง (ผู้ร้องทั้งสอง) แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีนั้น ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนเฉพาะคำคัดค้านของผู้ร้องทั้งสองโดยไม่มีอำนาจไต่สวนคำคัดค้านของนางสาวพอจิตผู้คัดค้านเพราะเป็นการดำเนินการเกินกว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีของนางสาวพอจิตแล้ว คดีคงเหลือแต่คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 ซึ่งต่อมาเรียกว่าผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ใหม่ กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ที่ขอให้ตั้งผู้ร้องที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัยผู้ตาย ดังนั้น ก่อนที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนคำคัดค้านของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 นางสาวพอจิตซึ่งเป็นบุตรของนางวลัยภริยาของนายชูชัยเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมมีสิทธิยื่นคำคัดค้านและขอให้ศาลรับคำคัดค้านของตนไว้พิจารณาได้ ทั้งเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาว่าผู้ใดในระหว่างผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายชูชัย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่เกินกว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ที่ 2 ทุกประการฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6162/2548 นางขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ กับพวก ผู้ร้อง นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา ผู้คัดค้าน

รายละเอียดคดี

คู่ความผู้ร้อง - นางขุ้ยหั้ว กิตติยานันท์ กับพวก · ผู้คัดค้าน - นางสาวพอจิต สุวิมลปรีชา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จิระวรรณ ศิริบุตร · เกษม เวชศิลป์ · ไพโรจน์ วายุภาพ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 908/2513ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1058/2498ฎีกา 356/2530ฎีกา 734/2516ฎีกา 273/2501ฎีกา 1010/2539ฎีกา 345/2520ฎีกา 2389/2540ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 2018/2548ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3350/2538ฎีกา 913/2538ฎีกา 5272/2544ฎีกา 1114/2549ฎีกา 1390/2506ฎีกา 557/2493ฎีกา 2891/2537ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1088/2533ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1660/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา