⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 775/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารสำเร็จลงเมื่อจำเลยเริ่มพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำความผิดหลายบทที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายอย่างเดียวกัน อาจเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท.

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง กับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และข่มขืนกระทำชำเรานั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ ศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุเป็นความผิดตามวรรคใดในมาตราที่ลงโทษ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276 ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 309, 310, 318 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการกระทำต่อเนื่องกับการกระทำครั้งแรก จึงเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ และยังเป็นนักเรียน ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดของตน ทั้งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้คัดค้านว่า จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 คบหากันในทำนองชู้สาว และหลังเกิดเหตุฝ่ายจำเลยได้เจรจาเพื่อขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้นำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับยังอยู่ในวัยศึกษา จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ฉุดกระชากลากเข้าไปในกระท่อมร้าง โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายจนผู้เสียหายที่ 2 ต้องจำยอมกระทำตาม จำเลยหน่วยเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนความผิดฐานหน่วยเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และข่มขืนกระทำชำเรานั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุเป็นความผิดตามวรรคใดในมาตราที่ลงโทษ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 16,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2548 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายสมพร ผิวตะขบ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา · จำเลย - นายสมพร ผิวตะขบ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 921/2468ฎีกา 9264/2557ฎีกา 1080/2505ฎีกา 2322/2522ฎีกา 9174/2551ฎีกา 833/2524ฎีกา 244/2535ฎีกา 12564/2547ฎีกา 2429/2567ฎีกา 7075/2544ฎีกา 445/2536ฎีกา 4009-4010/2549ฎีกา 108/2546ฎีกา 2831/2528ฎีกา 5834/2550ฎีกา 2015/2547ฎีกา 4085/2545ฎีกา 6591/2537ฎีกา 3145/2524ฎีกา 798/2502ฎีกา 2254/2521ฎีกา 2474/2531ฎีกา 1504/2536ฎีกา 2486/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ