⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7768/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7768/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ปลัดเมืองพัทยา แม้จะมาจากการว่าจ้าง ก็มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และต้องรับผิดในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา. การยกเลิกกฎหมายเดิมที่กำหนดที่มาของปลัดเมืองพัทยา ไม่กระทบต่อความผิดที่ได้กระทำไปแล้ว หากกฎหมายใหม่ไม่ได้ยกเลิกความผิดนั้น หรือกำหนดโทษเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด.

ย่อคำพิพากษา

แม้ขณะเกิดเหตุ ว. จะเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาโดยการว่าจ้างตามความในมาตรา 50 ของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 แต่ปลัดเมืองพัทยาก็มีฐานะเป็นพนักงานเมืองพัทยาตามความในมาตรา 64 และพนักงานเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. ตามความในมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดคดีนี้ ดังนั้น หากขณะดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา ว. ได้กระทำการใดผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และ ว. มิได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน ว. ก็ต้องรับผิดในทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่ ป.อ. มาตรา 2 และมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 บัญญัติไว้ แม้จะปรากฏว่าภายหลังกระทำความผิดได้มี พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาแตกต่างจากกฎหมายเดิม แต่ความผิดที่ ว. ถูกกล่าวหาในคดีนี้มิได้มีการยกเลิกไปและก็มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำใดไม่เป็นความผิดหรือกำหนดโทษเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จะอ้าง ป.อ. มาตรา 2 และมาตรา 3 มาเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นาย อ. กับ ส. ไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในราคา 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 3 กับพวก ได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้ ย. กับ อ. ไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวมิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงดำเนินการจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน และบันทึกในสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เมืองพัทยา ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการตาม ป.อ. มาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 เมื่อ ว. ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของ ว. เป็นความผิดตามมาตรา 151 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาด้วย จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 151 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดดังกล่าวของ ว. จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบด้วยมาตรา 86 อันเป็นความผิดบทเฉพาะและไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 86 เป็นบททั่วไปเช่นเดียวกัน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องยกข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาขึ้นวินิจฉัย ความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมก่อให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอยู่ในตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ในช่วงวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้สินบนหรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริมให้ ว. ปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้เป็นตัวการร่วมกับ ว. กับพวกกระทำการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะเมืองพัทยาอย่างเป็นขบวนการโดยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำมาแต่ต้นจนกระทั่งความผิดสำเร็จ เพียงแต่จำเลยที่ 1 ขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษแค่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของ ว. กับพวกดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ก็ตาม ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ย่อมเกลื่อนกลืนเป็นการกระทำความผิดในกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตแล้ว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้แต่เพียงบทเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นบทเฉพาะเจาะจงแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอีก การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และข้อ (ฉ) เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันและเป็นเหตุการณ์คนละตอนกัน แม้จะอยู่ในแผนการทุจริตคอร์รัปชันเดียวกัน ก็มีการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบททั้งฐานใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามคำฟ้องข้อ (ง) (ฉ) และ (ข)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายอาญา ม.3 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.151 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.267

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 84, 86, 91, 144, 151, 157, 267 และริบของกลาง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 ปี 4 เดือน ฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามคำฟ้องข้อ (ง) และข้อ (ฉ) จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดกระทงละคนละ 1 ปี (รวม 2 กระทง) ฐานเป็นเจ้าพนักงาน (ผู้มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 5 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีกำหนดคนละ 5 ปี 4 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 (ทุกข้อหา) และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหาตามคำฟ้องข้อ (จ) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ระหว่างอุทธรณ์ (ภายในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นขยายให้จำเลยที่ 2) จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ความผิดของจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปด้วยความตายของผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) (ที่ถูก สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ย่อมระงับไปโดยความตายของจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1)) จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 กับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 144 อีกกระทงหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกบทหนึ่ง (ที่ถูก สองบท) การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 3 ปี (ที่ถูกต้อง ยกฟ้องข้อหาตามมาตรา 151 ของจำเลยที่ 4 มาด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 1 โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้เมืองพัทยามีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 มาตรา 7 มีปลัดเมืองพัทยาทำหน้าที่บริหารกิจการเมืองพัทยาตามมาตรา 48 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2535 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (สพอ.) เสนอ จำนวน 9 โครงการ โดยมีโครงการกำจัดขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลเป็นหนึ่งในโครงการดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2535 ถึงปี 2537) และให้เมืองพัทยารับผิดชอบโครงการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ จำนวนเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 140 ไร่ โดยมีระยะห่างจากเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร งบประมาณในการจัดซื้อจำนวน 98,000,000 บาท กับให้กรมโยธาธิการเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิควิชาการ ขณะเกิดเหตุนายวิทยา ได้รับการแต่งตั้งเป็นปลัดเมืองพัทยา มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการเมืองพัทยาให้เป็นไปตามกฎหมาย และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 4 รับราชการตำแหน่งหัวหน้างานนิติการ (นิติกร 6) เมืองพัทยา และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษที่ดินดังกล่าว กับได้รับมอบอำนาจจากปลัดเมืองพัทยาให้เป็นตัวแทนเมืองพัทยาไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าวตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เนื้อที่จำนวน 140 ไร่ จากนายพีระ ส่วนจำเลยที่ 5 รับราชการตำแหน่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี (สาขา) ระดับ 7 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจรับพัสดุที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 540/2535 แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน สำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา โดยมีนายบุญชัย หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยาเป็นประธานกรรมการ ให้มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาที่ดินที่มีความเหมาะสมในการทิ้งขยะตลอดจนสอบถามราคาซื้อขาย ราคาประเมินของที่ดินและราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณใกล้เคียงเพื่อเสนอปลัดเมืองพัทยาดำเนินการขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีพิจารณาอนุมัติให้จัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 นายพีระได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ดังกล่าว เนื้อที่ 150 ไร่ ราคาไร่ละ 720,000 บาท ให้แก่เมืองพัทยา และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 นายพหลตัวแทนของนายคุณชัยกับนายมงคล ได้เสนอขายที่ดิน จำนวน 10 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 704, 904 ถึง 908, 912, 915, 916 และ 918 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รวมเนื้อที่ 164 ไร่ 97 ตารางวา ราคาไร่ละ 950,000 บาท ให้แก่เมืองพัทยา คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินนัดเปิดซองพิจารณาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 เวลา 10 นาฬิกา ต่อมานายสุพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยารักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ธันวาคม 2535 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วย้อนหลังตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2535 อย่างน้อยปีละ 1 ราย เพื่อเป็นหลักฐานในการขออนุมัติวงเงินงบประมาณจัดซื้อที่ดินจากสำนักงบประมาณ และเป็นหลักฐานประกอบการจัดซื้อ จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง มีหนังสือฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาแจ้งราคาซื้อขายที่ดิน 3 ราย ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 11 มกราคม 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาประเมินที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อประกอบการพิจารณาในการจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ได้ส่งราคาประเมินที่ดินไปให้ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินที่บริเวณตำบลเขาไม้แก้วในครั้งหลังสุดของปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 5 ได้มีหนังสือแจ้งการซื้อขายที่ดินรายนายอำนวยกับนายสมใจ รายนายเพ็ชร กับนางหอม และรายนายเยิ้ม กับนายอำพลไปให้ทราบ ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี แจ้งว่ามีผู้เสนอขายที่ดิน 2 ราย ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอนุมัติให้ดำเนินการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ และตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ นายยุวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ตำแหน่งในขณะนั้น) พิจารณาแล้วเห็นชอบให้เมืองพัทยาดำเนินการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษได้ แต่มีเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้ ข้อ 1 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครองให้เปลี่ยนแปลงระยะห่างของที่ดินจากเมืองพัทยาจากระยะห่างไม่เกิน 15 กิโลเมตร เป็นระยะห่างไม่เกิน 25 กิโลเมตร ข้อ 2 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ หากไม่ได้รับความเห็นชอบเรื่องราคาจากสำนักงบประมาณหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจัดซื้อ และข้อ 3 ให้เมืองพัทยาชะลอการทำสัญญาผูกพันในการจัดซื้อที่ดินกับผู้เสนอราคาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครอง สำนักงบประมาณ และได้รับแจ้งจากจังหวัดแล้ว และอนุมัติให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษกับคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ตามที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเสนอ ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีคำสั่งเมืองพัทยาที่ 157/2536 แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ โดยมีนายวิทยา ปลัดเมืองพัทยาเป็นประธานกรรมการ นายสุพงษ์ รองปลัดเมืองพัทยา นางสุมนัส ผู้อำนวยการกองคลังนายสมศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายโยธา และจำเลยที่ 4 หัวหน้างานนิติการ เป็นกรรมการ ส่วนคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ ประกอบด้วย นายบุญชัย หัวหน้าสำนักปลัดเมืองพัทยา เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 5 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง นายภาธร ผู้อำนวยการกองช่าง นายปรีดา ผู้อำนวยการกองอนามัยและสิ่งแวดล้อม นางดวงเดือน หัวหน้าฝ่ายบริหารงานคลัง เป็นกรรมการ ครั้นวันที่ 15 มีนาคม 2536 คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ซึ่งมีจำเลยที่ 4 เป็นกรรมการคนหนึ่งรวมอยู่ด้วยได้ประชุมเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดิน ที่ประชุมมีมติให้จำเลยที่ 4 ติดต่อเจ้าของที่ดินและประสานงานกับคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเพื่อไปดูที่ดินของนายพีระในวันรุ่งขึ้น และให้ทำหนังสือเชิญนายพีระซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมาทำการต่อรองราคาในวันที่ 17 มีนาคม 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 16 มีนาคม 2536 เชิญนายพีระมาต่อรองราคาในวันที่ 17 มีนาคม 2536 ต่อมาในวันดังกล่าวนายพีระมาพบคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและได้มีการต่อรองราคากัน โดยนายพีระตกลงขายที่ดินเนื้อที่ 140 ไร่ ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 668,000 บาท เป็นเงินจำนวน 93,520,000 บาท และนายพีระยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อ ของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีด้วยแล้วนายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 มีนาคม 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ ราคาไร่ละ 668,000 บาท เป็นเงินจำนวน 93,520,000 บาท ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมีหนังสือลงวันที่ 26 เมษายน 2536 แจ้งให้เมืองพัทยาทราบว่ากรมการปกครองเห็นชอบให้เมืองพัทยาเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเกี่ยวกับระยะห่างของที่ดินจากเขตเมืองพัทยาจากเดิมไม่เกิน 15 กิโลเมตร เป็นไม่เกิน 25 กิโลเมตร พร้อมกับแจ้งให้เมืองพัทยาจัดส่งแผนที่สังเขปของที่ดินที่จะซื้อ ราคากลาง ราคาที่ดินซื้อขายตามท้องตลาดของที่ดินบริเวณใกล้เคียง และราคาที่ดินใกล้เคียงที่ประเมินเพื่อเสียภาษีพร้อมสำเนาโฉนดที่ดินไปให้จังหวัดชลบุรีเพื่อใช้ประกอบการขออนุมัติวงเงินและเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือ ข้อ 1 เมืองพัทยาต้องยกเลิกการจัดซื้อที่ดินกรณีไม่ได้รับความเห็นชอบในเรื่องราคาจากสำนักงบประมาณหรือไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจัดซื้อจากสำนักงบประมาณ และข้อ 2 ให้เมืองพัทยาชะลอการลงนามในสัญญาการจัดซื้อที่ดินกับผู้เสนอราคาไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากกรมการปกครอง สำนักงบประมาณ และได้รับแจ้งจากจังหวัดชลบุรีแล้ว ต่อมาอธิบดีกรมการปกครองมีหนังสือลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 ถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเพื่อขออนุมัติวงเงินค่าจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาภายในวงเงินจำนวน 93,520,000 บาท ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีมีหนังสือลงวันที่ 10 มิถุนายน 2536 แจ้งเมืองพัทยาว่า จังหวัดชลบุรีได้รับแจ้งจากกรมการปกครองว่าสำนักงบประมาณได้อนุมัติวงเงินค่าจัดซื้อที่ดินแล้ว คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษจึงแจ้งนายพีระมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ครั้นวันที่ 11 มิถุนายน 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับนายพีระ ต่อมาคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ทำการตรวจรับที่ดิน นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขอเบิกเงินจำนวน 93,520,000 บาท มาไว้ที่เมืองพัทยาเพื่อเตรียมจ่ายให้แก่ผู้ขายและนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 เป็นผู้ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินในนามของเมืองพัทยา และมีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ระหว่างเมืองพัทยากับนายพีระกันเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 เมืองพัทยาได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 93,520,000 บาท ชำระค่าที่ดินให้นายพีระ โดยเช็คฉบับดังกล่าวเป็นเช็คขีดคร่อมระบุชื่อนายพีระเป็นผู้รับเงินและขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ และนายวิชัยได้รับมอบเช็คดังกล่าวจากนายพีระนำไปฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา เพื่อให้เรียกเก็บเงินและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-04279-4 ของนายพีระที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ในวันเดียวกันนั้นนายพีระได้ถอนเงินจำนวน 32,260,986 บาท จากบัญชีแล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 497-0-03992-3 ของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารดังกล่าวจำนวน 30,000,000 บาท 2,260,986 บาท นายวิชัยได้หักเป็นค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนและค่าภาษีที่นายวิชัยนำเงินของธนาคารไปทดรองจ่ายให้ก่อน ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 20,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 15,000,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และวันที่ 23 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากนายพีระจำนวน 19,761,000 บาท ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกันจำนวน 5,000,000 บาท และโอนเงินไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติล ภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 13,000,000 บาท และวันที่ 25 มิถุนายน 2536 นายพีระได้ถอนเงินทั้งหมดจากบัญชีเงินฝากของตนที่ธนาคารดังกล่าวและปิดบัญชี คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ขณะเกิดเหตุนายกเมืองพัทยาทำสัญญาว่าจ้างให้นายวิทยาเป็นผู้รับจ้างดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา ทำหน้าที่บริหารกิจการของเมืองพัทยา ต่อมามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ใช้บังคับ และไม่มีบทบัญญัติระบุตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ขณะเกิดเหตุตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 รวมทั้งฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2523 จะบัญญัติให้ปลัดเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานแต่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 แปลความหมายไม่ได้เลยว่าปลัดเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน จึงต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ราษฎรจึงไม่มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน และไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (นายวิทยา) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ได้อีก เนื่องจากขาดองค์ประกอบความผิด ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 144 และมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 จึงคลาดเคลื่อนต่อข้อกฎหมายดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุนายวิทยาจะเข้ามาดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาโดยการว่าจ้างตามความในมาตรา 50 ของพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 แต่ปลัดเมืองพัทยาก็มีฐานะเป็นพนักงานเมืองพัทยา ตามความในมาตรา 64 และพนักงานเมืองพัทยามีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามความในมาตรา 66 ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิดคดีนี้ ดังนั้น หากขณะดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยา นายวิทยาได้กระทำการใดผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และนายวิทยามิได้ถึงแก่ความตายเสียก่อน นายวิทยาก็ต้องรับผิดในทางอาญาในฐานะเจ้าพนักงานตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 และมาตรา 147 ถึงมาตรา 166 บัญญัติไว้ แม้จะปรากฏว่าภายหลังกระทำความผิดได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2521 และมีบทบัญญัติเกี่ยวกับที่มาของผู้ดำรงตำแหน่งปลัดเมืองพัทยาแตกต่างจากกฎหมายเดิม แต่ความผิดที่นายวิทยาถูกกล่าวหาในคดีมิได้มีการยกเลิกไปและก็มิได้เป็นเรื่องที่กฎหมายใหม่บัญญัติว่าการกระทำใดไม่เป็นความผิดหรือกำหนดโทษเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 จะอ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และ มาตรา 3 มาเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 1 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนและเอกสารราชการตามฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ)หรือไม่ เห็นว่า เมื่อประมาณกลางปี 2535 นายอำพลซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านท้องที่ได้มาที่บ้านนายเยิ้ม พยานโจทก์ แจ้งว่าเมืองพัทยาจะมาซื้อที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะและต้องการทราบราคาซื้อขายที่ดินของชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงแต่ไม่ปรากฏว่าขณะนั้นมีการซื้อขายที่ดินกัน จำเป็นต้องสร้างหลักฐานขึ้น จึงขอความร่วมมือจากนายเยิ้มซึ่งมีที่ดินอยู่ใกล้กับที่ดินที่เมืองพัทยาจะซื้อโดยให้ทำเป็นว่า นายเยิ้มขายที่ดินให้แก่นายอำพล เมื่อเมืองพัทยาซื้อขายที่ดินเสร็จแล้ว จะโอนที่ดินคืนให้ นายเยิ้มเกรงใจนายอำพลจึงยอมตกลงด้วย ต่อมานายอำพลได้พาไปพบเสี่ยดำหรือจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ได้พานายเยิ้มกับนายอำพลไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 กันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง โดยซื้อขายกันในราคา 1,400,000 บาท ทั้งๆ ที่ที่ดินบริเวณนั้นหากมีราคาซื้อขายกันจริงจะซื้อขายกันไร่ละ 100,000 บาทเศษ แล้วจำเลยที่ 2 ได้มอบค่าใช้จ่ายให้นายเยิ้มกับนายอำพลคนละ 1,000 บาท หลังจากนั้นอีกประมาณ 8 ถึง 9 เดือน นายอำพลได้มาพาไปพบจำเลยที่ 2 อีกครั้งหนึ่ง จำเลยที่ 2 ได้พานายเยิ้มกับนายอำพลไปจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้โดยทำเป็นสัญญาซื้อขายที่ดินกันในราคา 500,000 บาท และจำเลยที่ 2 ได้มอบค่าใช้จ่ายให้นายเยิ้มกับนายอำพลอีกคนละ 2,000 บาท ดังนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อให้จำเลยที่ 3 ช่วยดำเนินการปั่นราคาหรือสร้างราคาที่ดินในบริเวณนั้นให้สูงขึ้น จำเลยที่ 3 ก็ยอมตกลงดำเนินการให้ จึงมาขอความร่วมมือจากนายอำนวยและนายอำพลราษฎรในเขตปกครองของตนไปจดทะเบียนซื้อขายที่ดินหลอกๆ กัน ตามที่นายอำนวยและนายอำพลให้การไว้ในชั้นสอบสวน นอกจากนี้ศาลฎีกายังเห็นว่า ในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 และ 42958 ในครั้งแรก โดยกำหนดราคาที่ดินสูงๆ นั้น นับว่าเป็นข้อพิรุธของการจดทะเบียนซื้อขายครั้งนี้อย่างยิ่ง เพราะต่อมาหลังจากนำสัญญาขายที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวไปใช้ประกอบในการที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 จากนายพีระแล้วไม่นาน ได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินคืนให้แก่กันโดยการจดทะเบียนซื้อขายกำหนดราคาที่ดินต่ำกว่าครั้งแรกเป็นอันมาก เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นได้ว่า คู่กรณีหาได้ทำการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันโดยสุจริตไม่และน่าเชื่อว่า ในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในครั้งแรกของนายอำนวยกับพวกดังกล่าวเป็นการกระทำโดยมีเจตนาแอบแฝงสร้างราคาที่ดินให้สูงกว่าความเป็นจริง เพื่อให้ผู้อื่นนำไปใช้อ้างอิงในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาดังที่พยานโจทก์ดังกล่าวให้การไว้ในชั้นสอบสวน ดังจะเห็นได้ว่าต่อมาเมืองพัทยาก็ได้นำราคาที่ดินที่มีการจดทะเบียนซื้อขายกันหลอกๆ ในครั้งแรกนี้ไปใช้ประโยชน์ในการเปรียบเทียบกับราคาที่ดินที่นายพีระเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา โดยได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นราคาซื้อขายครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา และสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงโดยจำเลยที่ 5 ก็ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ถึงปลัดเมืองพัทยา แจ้งราคาซื้อขายที่ดินรวม 3 โฉนด คือการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ของนายสมใจ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42956 ของนางหอม และที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ของนายอำพล ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจเอกอุดมพนักงานสอบสวนว่า จากการตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 3 พยานพบสมุดปกอ่อนเล่มหนึ่งมีข้อความเขียนด้วยลายมือถึงจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 3 โทรศัพท์กลับไปหาจำเลยที่ 2 ด่วนที่สุด ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความยอมรับในข้อนี้ เพียงแต่จำเลยที่ 3 เบิกความบ่ายเบี่ยงว่า จำเลยที่ 3 มิได้โทรศัพท์ติดต่อกลับไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะจำเลยที่ 3 น่าจะคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 2 เดินทางมาหาถึงบ้านเพราะมีธุระสำคัญกับจำเลยที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 2 ก็เบิกความยอมรับว่า จำเลยที่ 2 ไปหาจำเลยที่ 3 ที่บ้านเพื่อสอบถามเกี่ยวกับที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ เมื่อพิจารณาคำให้การในชั้นสอบสวนของนายอำนวย นายสมใจ นายอำพล และนายเยิ้ม ดังกล่าวประกอบสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและสำเนาสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินที่โจทก์ส่งอ้างต่อศาล ตลอดจนเหตุผลและพฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาเชื่อว่า จำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นายอำนวยกับนายสมใจแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในราคา 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันใช้หรือจ้างวานให้นายเยิ้มกับนายอำพลไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ให้จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ ความจริงแล้วบุคคลทั้งสี่ดังกล่าวมิได้มีเจตนาซื้อขายที่ดินกันจริง เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง หลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงดำเนินการจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินดังกล่าวลงในเอกสารสัญญาซื้อขายที่ดิน และบันทึกในสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดินดังกล่าวอันเป็นเอกสารมหาชนและเอกสารราชการ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่เมืองพัทยา ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 3 จึงมีความผิดตามคำฟ้อง ข้อ (ง) และ (ฉ) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 3 ตลอดจนเหตุผลต่างๆ ที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อนี้ได้ มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต และฐานเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตหรือไม่ ควบคู่กันไปด้วย โดยจะวินิจฉัยว่า นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินอย่างไร แม้ว่านายวิทยาและจำเลยที่ 2 จะถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม แต่ในการวินิจฉัยความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว จำต้องพิจารณาด้วยว่านายวิทยาได้กระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เสียก่อน แล้วจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีส่วนช่วยเหลือให้การกระทำความผิดของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีอย่างไรบ้าง ส่วนที่นายวิทยาและจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายไปแล้วนั้น คงมีผลแต่เพียงว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์สำหรับนายวิทยาและจำเลยที่ 2 ได้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า การกระทำของนายวิทยาและจำเลยที่ 2 ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ดังนั้น ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะยกขึ้นวินิจฉัยได้ว่า นายวิทยาและจำเลยที่ 2 กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามลำดับ โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือเข้าร่วมกระทำความผิด โดยมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำอย่างเป็นขบวนการหรือไม่ การที่นายวิทยาถึงแก่ความตายและมิได้ถูกดำเนินคดี หาได้มีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายวิทยา ไม่เป็นความผิดตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาในฎีกาไม่ ดังนั้น หากคดีฟังว่านายวิทยาเป็นตัวการร่วมขบวนการกระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริต โดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานเป็นตัวการร่วมกันสนับสนุนนายวิทยากระทำความผิดดังกล่าวได้ทันที โดยไม่ต้องรอฟังว่าจำเลยที่ 4 จะร่วมอยู่ในขบวนการกระทำความผิดกับนายวิทยาหรือไม่ สำหรับปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงขั้นตอนหรือกระบวนการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาครั้งนี้ว่า มีความผิดปกติหรือมีข้อพิรุธ หรือไม่ ประการแรกเกี่ยวกับการประกาศจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาลงนามตามประกาศเมืองพัทยา นายวิทยาได้กำหนดระยะเวลาให้ผู้ประสงค์จะขายที่ดินเสนอราคาพร้อมหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ โดยประกาศฉบับแรกกำหนดระยะเวลาเพียง 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 16 กันยายน 2535 ประกาศ ณ วันที่ 1 กันยายน 2535 แต่ไม่มีผู้ยื่นใบเสนอราคา ประกาศฉบับที่ 2 กำหนดระยะเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2535 ถึงวันที่ 7 ตุลาคม 2535 ประกาศ ณ วันที่ 23 กันยายน 2535 แต่ไม่มีผู้ยื่นใบเสนอราคาอีก และประกาศฉบับที่ 3 กำหนดระยะเวลา 22 วัน ตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2535 ถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2535 ประกาศ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2535 ทั้งๆ ที่เป็นการจัดซื้อที่ดินผืนใหญ่เนื้อที่มากถึง 140 ไร่ และวงเงินจัดซื้อสูงถึง 98,000,000 บาท ซึ่งถือได้ว่า นายวิทยามิได้กำหนดระยะเวลาให้พอเพียงต่อการให้โอกาสแก่เจ้าของที่ดินจำนวนมากรายมายื่นใบเสนอราคาแข่งขันกัน หากจะฟังว่า นายวิทยาต้องรีบดำเนินการจัดซื้อที่ดินเป็นกรณีเร่งด่วน ก็ไม่มีเหตุผลที่นายวิทยาจะต้องทิ้งช่วงในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 หลังจากพ้นกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับแรกแล้วนานถึง 6 วัน และทิ้งช่วงในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 หลังจากพ้นกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 แล้วนานถึง 14 วัน ทั้งๆ ที่การออกประกาศเมืองพัทยาฉบับใหม่เป็นเรื่องไม่มีความยุ่งยากอันจะต้องใช้เวลานานถึงเพียงนั้น นอกจากนี้ในการออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 นี้ ก็ปรากฏว่านายวิทยาได้รีบเปลี่ยนระยะทางห่างของที่ดินทันที ทำให้น่าสงสัยว่า จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยนายวิทยาน่าจะรู้ว่านายพีระกับพวกกำลังดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ทั้งนี้เพราะคดียังได้ความตามทางพิจารณาว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ดำเนินการตามแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเมืองพัทยาสำหรับโครงการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูบูรณะเมืองพัทยาให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2535 และผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาให้ดำเนินการเรื่องนี้ แต่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเพิ่งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 พร้อมกับออกประกาศเมืองพัทยาฉบับแรกเพื่อจัดซื้อที่ดินในวันเดียวกันนั้น ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้องการทอดระยะเวลาเพื่อรอให้พวกของตนมีโอกาสเตรียมจัดหาที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาจากสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 แล้ว ปรากฏว่าเพิ่งมีการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ ออกจากที่ดินแปลงใหญ่ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1110 เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2535 และบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด เจ้าของที่ดินเดิมเพิ่งจดทะเบียนโอนให้แก่นายพีระ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2535 อันเป็นช่วงเวลาก่อนที่นายวิทยาจะออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 เพียง 2 วัน พฤติกรรมของนายวิทยาในการดำเนินการออกประกาศเมืองพัทยาดังกล่าว จึงชี้ให้เห็นว่า มีเจตนาแอบแฝงเพื่อจะเอื้อประโยชน์แก่นายพีระโดยแท้ เพราะในระหว่างออกประกาศเมืองพัทยาสองครั้งแรกโดยกำหนดระยะเวลาช่วงสั้นๆ นั้น นายพีระยังไม่ได้รับโอนที่ดินจากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ไม่อยู่ในฐานะที่จะยื่นใบเสนอราคาแก่คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินได้ จึงต้องออกประกาศกำหนดระยะเวลาสั้นๆ เพื่อไม่ให้มีผู้แข่งขันเสนอราคา ต่อเมื่อครบกำหนดประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่มีผู้เสนอราคา นายวิทยาก็ยังไม่ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 ทันที แต่ทอดระยะเวลาออกไปเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยไม่ปรากฏเหตุผลพิเศษ น่าเชื่อว่า นายวิทยาประสงค์จะรอให้นายพีระได้รับโอนที่ดินมาก่อน ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อนายพีระได้รับโอนที่ดินมาแล้ว นายวิทยาก็รีบออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 ทันที ข้อพิรุธของนายวิทยาประการที่ 2 เกี่ยวกับเงื่อนไขเรื่องระยะทางห่างจากเมืองพัทยาของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาดำเนินการจัดซื้อ โดยนายวิทยาได้ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 2 และฉบับที่ 3 กำหนดเงื่อนไขระยะห่างของที่ดินจากเมืองพัทยาต้องไม่เกิน 25 กิโลเมตร ผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรีซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าต้องไม่เกิน 15 กิโลเมตร โดยไม่ปรากฏว่าก่อนออกประกาศเมืองพัทยาดังกล่าว นายวิทยาได้เสนอเรื่องไปยังกรมการปกครองขอให้แจ้งกระทรวงมหาดไทยดำเนินการขอแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีแต่อย่างใด การที่นายวิทยาจงใจออกประกาศเมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาโดยฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีซึ่งอาจเป็นความผิดวินัยร้ายแรงเช่นนี้ จึงส่อแสดงให้เห็นว่า นายวิทยามีเจตนาอื่นแอบแฝง ทั้งนี้เพราะระยะห่างของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะหากตั้งอยู่ห่างออกไปมากจะมีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณของเมืองพัทยาในการจัดเก็บขยะ โดยเฉพาะค่าขนส่งแต่ละเที่ยวจะต้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนซึ่งนายวิทยาควรจะคาดหมายได้ ซึ่งเกี่ยวกับการแก้ไขระยะห่างของที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยานั้น โจทก์มีนายสุรชัย รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นพยานเบิกความยืนยันว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา ต้องมีระยะห่างจากเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร นี้ หากจะมีการซื้อที่ดินมีระยะห่างนอกเหนือไปจากนี้ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีมติแก้ไข ขณะที่พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีนี้ (เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2537) คณะรัฐมนตรียังไม่ได้มีมติให้แก้ไขระยะห่างดังกล่าวแต่อย่างใด จึงแสดงให้เห็นว่านายวิทยาปลัดเมืองพัทยาไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยากำหนดระยะห่างของที่ดินแตกต่างจากมติของคณะรัฐมนตรีโดยพลการได้ ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากที่นายวิทยาได้ออกประกาศเมืองพัทยาฉบับที่ 3 แล้ว ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 นายพีระได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 เนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 18.5 กิโลเมตร ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 720,000 บาท และในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2535 นายพหล ตัวแทนของนายคุณชัย และนายมงคล ได้เสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) รวม 10 แปลงเนื้อที่ 164 ไร่เศษ ซึ่งตั้งอยู่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 10 กิโลเมตร ให้แก่เมืองพัทยาในราคาไร่ละ 950,000 บาท ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขออนุมัติจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษ พร้อมทั้งขอตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 ข้อ 17 (5), 27 (4) (6), 28 และ 59 ข (2) โดยนายวิทยาได้เสนอขอตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษและแจ้งไปด้วยว่าที่ดินของผู้เสนอราคาทั้งสองรายดังกล่าวอยู่นอกเขตเมืองพัทยา จึงได้เสนอให้สภาเมืองพัทยา สภาตำบลเขาไม้แก้ว และสภาตำบลหนองปลาไหล พิจารณาตามระเบียบแล้ว ปรากฏว่าสภาเมืองพัทยาเห็นชอบ และสภาตำบลเขาไม้แก้วยินยอมให้เมืองพัทยาดำเนินการในเขตตำบลเขาไม้แก้วได้ ซึ่งแม้นายวิทยาจะมิได้ชี้เฉพาะเจาะจงไปว่า เมืองพัทยาจะซื้อที่ดินของผู้ใดแต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า นายวิทยามีเจตนาจะจัดซื้อที่ดินรายนายพีระตั้งอยู่ตำบลเขาไม้แก้ว แม้ว่าที่ตั้งของที่ดินจะอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรีโดยนายวิทยามิได้แจ้งไปในหนังสือดังกล่าวว่าที่ดินของนายพีระตั้งอยู่ระยะห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรี และนายวิทยามิได้ขอให้จังหวัดชลบุรีแจ้งกรมการปกครองเพื่อขอให้กระทรวงมหาดไทยส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีทบทวนแก้ไขมติเดิมแต่อย่างไร ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของนายวิทยาว่าจะมิได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยสุจริต ในการดำเนินการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวจึงต้องรีบเร่งดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายพีระโดยผิดขั้นตอนทั้งยังตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเพราะสามารถครอบงำกรรมการคนอื่นซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้โดยง่าย แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของนางสาวสุนิสา เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับ 6 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก พยานโจทก์ว่า เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2535 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาเคยไปรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เกี่ยวกับความก้าวหน้าของการดำเนินงานของเมืองพัทยาและรายงานว่าที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อซึ่งกำหนดว่าระยะห่างเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร นั้น หาซื้อที่ดินไม่ได้ จึงได้ขยายระยะห่างไปไม่เกิน 25 กิโลเมตร ก็ตาม เห็นว่า เป็นการรายงานกิจการงานทั่วไปของเมืองพัทยาเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏว่านายวิทยาได้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการดังกล่าวขอให้ส่งเรื่องไปให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขมติเดิมแต่อย่างใด แต่นายวิทยากลับดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายพีระต่อไป โดยไม่ใส่ใจต่อมติของคณะรัฐมนตรี และแม้จะปรากฏว่ากรมโยธาธิการซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเทคนิควิชาการของเมืองพัทยาในการดำเนินการตามโครงการดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรี ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2536 ถึงอธิบดีกรมการปกครองแจ้งว่ากรมโยธาธิการได้พิจารณาถึงที่ดินที่ตำบลเขาไม้แก้วโดยส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการตรวจสอบสภาพที่ดินแล้ว เห็นว่าที่ดินดังกล่าว (หมายถึงที่ดินของนายพีระ) มีความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอย จึงเห็นสมควรให้เปลี่ยนระยะห่างของที่ดินตามที่เมืองพัทยาเสนอได้นั้น ปรากฏว่านายสุจินต์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการ ซึ่งเป็นผู้ลงนามในหนังสือฉบับดังกล่าวได้มาเป็นพยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า ตามหนังสือฉบับดังกล่าวกรมโยธาธิการเพียงแต่ให้ความเห็นในทางเทคนิคว่าการเพิ่มระยะห่างของที่ดินสามารถทำได้ แต่จะทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และนายสุจินต์ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า กรมโยธาธิการเป็นเพียงที่ปรึกษาทางเทคนิคของเมืองพัทยาเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เมืองพัทยาไม่สามารถจัดซื้อที่ดินในระยะห่างที่ (มติคณะรัฐมนตรี) กำหนดได้นั้น กรมโยธาธิการไม่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเพราะไม่ใช่เรื่องเทคนิค และกรมโยธาธิการไม่มีอำนาจอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงระยะห่างของที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อได้ ซึ่งแม้จะได้ความดังกล่าว แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาอีกว่า ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาก็ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ไปจดทะเบียนรับโอนที่ดินจากนายพีระแม้ว่าที่ดินดังกล่าวจะอยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร เป็นการขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม ดังนั้น การที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาออกประกาศเมืองพัทยาทั้งสองฉบับ โดยเจตนาฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีและดำเนินการต่างๆ ต่อมาจนการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวนี้เป็นผลสำเร็จนั้น ไม่อาจแปลเจตนาเป็นอย่างอื่นไปได้นอกจากเป็นการกระทำไปเพื่อให้สอดรับกับที่ดินของนายพีระซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองพัทยา 18.5 กิโลเมตร ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ซึ่งมูลเหตุจูงใจที่นายวิทยายอมเสี่ยงกระทำการดังกล่าว น่าจะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องดังจะได้วินิจฉัยในตอนต่อไป ข้อพิรุธของนายวิทยาประการต่อมามีว่า การที่เมืองพัทยาซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาไม่ดำเนินการจัดส่งประกาศเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาไปยังหน่วยงานอื่น หรือจัดส่งไปให้ในระยะเวลาใกล้ครบกำหนดเวลาตามประกาศรวมทั้งไม่ส่งไปประกาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อให้ทราบกันทั่วไปในวงกว้าง จึงเป็นเรื่องผิดปกติของการดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายวิทยาอย่างมาก น่าเชื่อว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายพีระกับพวกในการจัดหาที่ดินที่ตำบลเขาไม้แก้วมาเสนอขายให้เมืองพัทยาโดยไม่มีผู้แข่งขันหรือมีผู้แข่งขันน้อยรายที่สุด ตามลำพังพนักงานเมืองพัทยาระดับล่างไม่น่าจะทำเรื่องบกพร่องหลายครั้งเช่นนั้นได้โดยไม่ถูกผู้บังคับบัญชาตรวจพบ นอกจากนี้ในการออกประกาศจัดหาที่ดินดังกล่าว นายวิทยาควรจะมอบหมายให้คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน กำหนดวันยื่นใบเสนอราคาเอง แต่นายวิทยากลับเป็นผู้ออกประกาศเสียเองซึ่งน่าจะเป็นเพราะมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ เมื่อนำพฤติกรรมต่างๆ ของนายวิทยาดังกล่าวมาฟังประกอบกับข้อพิรุธอื่นๆ ของนายวิทยาดังกล่าวข้างต้นแล้ว น่าเชื่อว่านายวิทยาจะอยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าว สำหรับข้อพิรุธของนายวิทยาที่ต้องนำมาพิจารณาข้อสุดท้ายคือเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบราคาที่ดินของนายพีระและที่ดินบริเวณใกล้เคียง ได้ความตามทางพิจารณาว่าหลังจากนายพีระยื่นใบเสนอราคาขอเสนอขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 แล้ว นายสุพงษ์รองปลัดเมืองพัทยารักษาราชการแทนปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2535 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วย้อนหลังตั้งแต่ปี 2533 ถึงปี 2535 อย่างน้อยปีละ 1 ราย เพื่อเป็นหลักฐานในการขอวงเงินงบประมาณจากสำนักงบประมาณและเป็นหลักฐานประกอบการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา จำเลยที่ 5 ได้มีหนังสือลงวันที่ 23 ธันวาคม 2535 ถึงปลัดเมืองพัทยาแจ้งว่าได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแล้ว ปรากฏผลดังนี้ ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 109 หมู่ที่ 2 เนื้อที่ 30 ไร่ มีการซื้อขายกันในราคา 6,000,000 บาท เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2533 ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 313 เนื้อที่ 28 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา มีการซื้อขายกันในราคา 8,000,000 บาท เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2534 และที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 7 ตารางวา (ของนายอำนวย) มีการซื้อขายกันในราคา 1,200,000 บาท เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2535 ซึ่งเมื่อคิดเฉลี่ยราคาต่อไร่แล้วจะปรากฏผลดังนี้ ที่ดินแปลงแรกซื้อขายกันในราคาไร่ละ 200,000 บาท ที่ดินแปลงที่ 2 ซื้อขายกันในราคาไร่ละ 276,576 บาท และที่ดินแปลงที่ 3 (ของนายอำนวย) ซื้อขายกันในราคาไร่ละ 678,924 บาท ซึ่งนายวิทยาพิจารณาแล้วคงจะเห็นว่าไม่เป็นประโยชน์เพราะที่ดินสองแปลงแรกมีราคาซื้อขายต่อไร่ต่ำมาก ต่อมานายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือลงวันที่ 11 มกราคม 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอบางละมุง ขอทราบราคาประเมินที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้ว เพื่อประกอบการพิจารณาในการซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา ปรากฏว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุงได้ส่งบัญชีราคาประเมิน (ปี 2536) มาให้ กล่าวคือ ที่ดินติดถนนสายเขาไม้แก้วห้วยไข่เน่า (นอกจากหน่วยที่ 1) ระยะ 100 เมตร มีราคาประเมินไร่ละ 200,000 บาท ที่ดินติดถนน ติดทาง ติดซอย ระยะ 100 เมตร มีราคาประเมินไร่ละ 150,000 บาท ที่ดินนอกเหนือจากนั้น มีราคาประเมินไร่ละ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอีกซึ่งขณะนั้นนายวิทยาน่าจะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินที่นายพีระนำมาเสนอขายให้เมืองพัทยาพอสมควรแล้ว ซึ่งน่าเชื่อว่า ขณะยื่นใบเสนอราคา นายพีระได้แนบสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 กับแผนที่แสดงที่ตั้งของที่ดินที่ตนเสนอขายมาให้คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดิน พิจารณาด้วย และน่าเชื่อว่าเอกสารประกอบใบเสนอราคานี้ คณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินก็ได้เสนอต่อนายวิทยาเพื่อประกอบการพิจารณาเช่นเดียวกัน นายวิทยาน่าจะทราบดีว่าที่ดิน 150 ไร่ ที่นายพีระนำมาเสนอขายให้เมืองพัทยามีราคาประเมินของทางราชการเพียง 15,000,000 บาทเศษ โดยสามารถคำนวณได้จากบัญชีราคาประเมินดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเฉลี่ยได้ไร่ละ 100,000 บาทเศษ เท่านั้น เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่อยู่ลึกจากทางสาธารณะมาก ซึ่งหากนายวิทยาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ นายวิทยาก็น่าจะแจ้งตำแหน่งที่ตั้งของที่ดินที่จะจัดซื้อไปให้เจ้าพนักงานที่ดินทราบอย่างชัดเจนเพื่อทางสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการตรวจสอบและนำราคาซื้อขายของที่ดินแปลงที่อยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของนายพีระแจ้งกลับไปให้นายวิทยาทราบเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษด้วย แต่นายวิทยาก็หาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการกระทำดังกล่าวไม่ นอกจากนี้นายวิทยายังไม่กระทำการตรวจสอบราคากลางของที่ดินที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อ จนกระทั่งกรมการปกครองต้องแจ้งให้เมืองพัทยาชี้แจงรายละเอียดของที่ดิน และขอทราบราคากลางของที่ดินซึ่งสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง เป็นผู้ประมาณการ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาจึงได้มีหนังสือเมืองพัทยาลงวันที่ 20 เมษายน 2536 ถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอให้ประมาณการราคากลางของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ที่แนบไปพร้อมหนังสือดังกล่าว แต่นายวิทยาก็มิได้จัดส่งแผนที่แสดงที่ตั้งของที่ดินที่นายพีระสั่งไว้ไปด้วย จำเลยที่ 5 จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 22 เมษายน 2536 แจ้งปลัดเมืองพัทยาว่า สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ดินที่แน่ชัดลงในแผนที่ประเมินราคาที่ดินได้ จึงส่งรายละเอียดบัญชีราคาประเมินที่ดินตำบลเขาไม้แก้วมาให้พิจารณาแทน ยิ่งกว่านี้ยังปรากฏว่า ในการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 นั้น นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีคำสั่งแต่งตั้งตัวเองเป็นประธานกรรมการก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า นายวิทยากระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์จะชี้นำกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษคนอื่นอีก 4 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของตนให้มีมติจัดซื้อที่ดินของนายพีระซึ่งมีการวางแผนดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอนมาแล้วเป็นอย่างดี โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2536 นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง ขอทราบราคาซื้อขายที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วครั้งหลังสุดในปี 2535 จำนวน 3 ราย เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาและจำเลยที่ 5 ก็ได้มีหนังสือลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 แจ้งให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาทราบว่า มีการซื้อขายที่ดิน 3 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 42827, 42956 และ 42958 ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่า การซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 และ 42958 เป็นการซื้อขายกันโดยคู่สัญญามิได้มีเจตนาจะซื้อขายกันจริง แต่เป็นการกระทำเพื่อปั่นราคาหรือสร้างราคาที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริงที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2536 นายวิทยาก็ได้นำราคาที่ดินที่จำเลยที่ 5 แจ้งมาไปใช้อ้างอิงในที่ประชุมคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ เมื่อพิจารณาแล้วจะปรากฏว่า ราคาที่ดินแต่ละแปลงจะใกล้เคียงกับราคาที่ดินที่นายพีระนำมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาโดยนายพีระเสนอขายไว้ในราคาไร่ละ 720,000 บาท ซึ่งน่าจะเป็นราคาที่มีการวางแผนให้เสนอขายสูงไว้เล็กน้อยเพื่อให้มีการต่อรองราคาลงตามระเบียบของทางราชการเท่านั้น ซึ่งหลังจากมีการดำเนินการต่อรองราคาที่ดินกับนายพีระ จนเหลือไร่ละ 668,000 บาทแล้ว นายวิทยาปลัดเมืองพัทยามีหนังสือลงวันที่ 26 มีนาคม 2536 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีขออนุมัติจัดซื้อที่ดินของนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ โดยอ้างอิงหนังสือฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2536 ของจำเลยที่ 5 ที่แจ้งราคาซื้อขายที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นข้อสนับสนุนราคาที่ดินที่เมืองพัทยาตกลงจะซื้อจากนายพีระในราคาที่มีการต่อรองกันดังกล่าว และดำเนินการของบประมาณจัดซื้อที่ดินจากสำนักงบประมาณ ทั้งๆ ที่ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 5 แจ้งมาดังกล่าวเป็นราคาที่ถูกสร้างขึ้นมาในการทุจริต โดยเป็นการซื้อขายกันหลอกๆ และที่ดินของนายพีระดังกล่าวก็อยู่ห่างจากเมืองพัทยาเกินกว่า 15 กิโลเมตร ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายวิทยายังมิได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ซึ่งในการพิจารณาอนุมัติวงเงินจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยานั้น หากสำนักงบประมาณทราบว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีปฏิบัติผิดไปจากมติคณะรัฐมนตรี สำนักงบประมาณก็จะไม่อนุมัติเงินประจำงวดในการจัดซื้อให้ พฤติกรรมของนายวิทยาดังกล่าวประกอบข้อพิรุธอื่นๆ ดังกล่าวข้างต้น จึงส่อแสดงให้เห็นว่า นายวิทยาน่าจะรู้เห็นเป็นใจกับขบวนการทุจริตในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายร่วมมือกัน สำหรับจำเลยที่ 3 ได้ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ใช้ให้นายอำนวยและนายเยิ้มซึ่งมีที่ดินตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่ดินที่นายพีระนำไปขายให้เมืองพัทยาไปจดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินกับนายสมใจและนายอำพลตามลำดับ อันเป็นความเท็จโดยมีการสร้างราคาที่ดินดังกล่าวให้สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งความจริงแล้วคู่สัญญาไม่มีการซื้อขายและชำระราคาที่ดินกันจริง ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงจะให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยานำราคาที่ดินดังกล่าวไปใช้ประกอบการที่เมืองพัทยาจัดซื้อที่ดินจากนายพีระในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการจัดซื้อที่ดินโดยทุจริต ถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือในการกระทำความผิดของนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาจนเป็นผลสำเร็จด้วย นอกจากนั้น ระหว่างที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากำลังดำเนินการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอยู่นั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกำนันตำบลเขาไม้แก้วได้ไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินว่า ที่ดินถ้าไม่ติดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 331 แต่ติดทางสาธารณะลึกเข้าไป 1 กิโลเมตร ถึง 3 กิโลเมตร มีราคาซื้อขายประมาณไร่ละ 1,000,000 บาท ถ้าที่ดินติดทางสาธารณะลึกเข้าไป 4 กิโลเมตร ถึง 5 กิโลเมตร ราคาซื้อขายประมาณไร่ละ 500,000 บาท ถึง 800,000 บาท ซึ่งถ้อยคำของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริง เพราะขัดแย้งกับราคาที่ซื้อขายที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับที่ดินของนายพีระ และที่ดินของนายพีระดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 3 ก็เป็นผู้ปกครองท้องที่ควรจะทราบดีว่าที่ดินแปลงนี้อาจมีปัญหาว่าอยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพราะราษฎรบริเวณนั้นต่างก็ทราบดี หากจำเลยที่ 3 ให้ถ้อยคำโดยสุจริตมิได้เจตนาอื่นแอบแฝง จำเลยที่ 3 ก็ควรจะให้ข้อมูลนี้แก่คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษด้วย แต่จำเลยที่ 3 ก็หาได้มีกระทำไม่ นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ยังได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินเกี่ยวกับสภาพที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วอีกว่า ส่วนใหญ่จะมีสภาพเป็นป่าละเมาะและเป็นที่ดอน มีประชาชนอยู่น้อย และใกล้ป่าสงวน (แห่งชาติ) ไม่มีอ่างเก็บน้ำและไม่มีต้นน้ำลำธาร ซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน เพราะขัดแย้งกับคำเบิกความของนายอำนวยพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในตำบลเขาไม้แก้วโดยนายอำนวยได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันว่า ที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วส่วนใหญ่มีสภาพโล่งเตียนไม่อยู่ในสภาพป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ใช้ปลูกมันสำปะหลังและเลี้ยงสัตว์ และขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ได้ความตามทางพิจารณาว่า ขณะเกิดเหตุที่ดินในบริเวณตำบลเขาไม้แก้วผืนใหญ่เนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ มีปัญหาว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางละมุง หรือไม่ โดยมีราษฎรจำนวนมากบุกรุกเข้าไปทำไร่ และเจ้าพนักงานป่าไม้ได้ออกใบ สทก.2 ให้ราษฎรเหล่านั้นทำกินทับซ้อนกับที่ดินที่มีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1106 และเลขที่ 1110 ของบริษัทนิวัชแลนด์ จำกัด และบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ตามลำดับ ซึ่งออกโดยเจ้าพนักงานงานที่ดินอำเภอบางละมุง ทั้งยังขัดแย้งกับรายงานการศึกษาลักษณะดินในพื้นที่คัดเลือกเพื่อเป็นแหล่งฝังกลบขยะของเมืองพัทยาของกองวิศวกรรมสุขาภิบาล ซึ่งระบุว่าที่ดินแปลงที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อที่ตำบลเขาไม้แก้ว นั้น มีลักษณะเป็นพื้นที่ปลูกพืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง สับปะรด ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่มีห้วยไข่เน่า ห่างจากขอบพื้นที่ทางใต้ประมาณ 700 เมตร ถึง 1,000 เมตร น้ำในห้วยไข่เน่าไหลไปบรรจบกับคลองบางหวายหรือห้วยภูไทรซึ่งอยู่ห่างพื้นที่ประมาณ 2 กิโลเมตร และน้ำจากห้วยภูไทรไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำห้วยดอกรายซึ่งอยู่ห่างพื้นที่ประมาณ 15 ถึง 20 กิโลเมตร จำเลยที่ 3 เป็นผู้ปกครองท้องที่โดยเป็นกำนันตำบลเขาไม้แก้ว ควรจะรู้ดีถึงสภาพทั่วไปของที่ดินในเขตปกครองของตนเป็นอย่างดี แต่กลับให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินของเมืองพัทยา จึงส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ประสงค์จะจูงใจคณะกรรมการเพื่อจัดหาที่ดินให้เห็นว่าที่ดินในตำบลเขาไม้แก้วแปลงของนายพีระมีความเหมาะสมที่เมืองพัทยาจะจัดซื้อไว้สำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะยิ่งกว่าที่ดินในตำบลอื่นๆ ซึ่งอาจอยู่ใกล้เมืองพัทยามากกว่าที่ดินของนายพีระอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่นายพีระกับพวกในการนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 มาเสนอขายให้เมืองพัทยา พฤติกรรมของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวมาทั้งหมดนี้จึงชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 3 ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วย โดยมีการจัดสรรแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นขั้นตอน และจำเลยที่ 3 ได้รับหน้าที่กระทำในส่วนดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 1 จะเป็นตัวการคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วยหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายพีระกับจำเลยที่ 1 และฐานะของนายพีระเสียก่อนว่านายพีระเป็นเพียงลูกจ้างเป็นคนทำสวนของจำเลยที่ 1 และไม่ใช่บุคคลที่มีฐานะดีพอที่จะซื้อที่ดินดังกล่าวได้จริงหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุนายพีระมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างคนทำสวนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น และไม่ใช่บุคคลที่มีฐานะทางการเงินดีพอที่จะซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 จากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ในราคาสูงถึง 7,500,000 บาท เพื่อนำที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาได้ ดังจะเห็นได้ว่า แม้แต่เงินค่าธรรมเนียมในการโอนและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่เมืองพัทยานั้น นายพีระยังต้องให้นายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง นำเงินของธนาคารไปทดรองจ่ายให้ก่อน และยังได้ความจากคำเบิกความของนางสวนีย์ซึ่งเป็นนายหน้าซื้อขายที่ดินของบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด พยานโจทก์อีกว่า ในการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ให้แก่นายพีระนั้น จำเลยที่ 2 เป็นคนมาติดต่อและเป็นคนจ่ายค่าที่ดินแก่พยานเพื่อนำไปมอบให้แก่บริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนโอนที่ดินกัน ซึ่งสอดคล้องตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางสมใจประธานกรรมการบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด ทั้งยังปรากฏว่าหลังเกิดเหตุนายพีระได้หลบหนีไปจากภูมิลำเนาโดยไม่ยอมมอบตัวต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ หากนายพีระมิได้กระทำการใดที่มิชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีเหตุที่นายพีระจะต้องหลบหนีไปจากภูมิลำเนาที่ตนประกอบอาชีพเช่นนั้น ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด กับนายพีระจะต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และนายพีระถูกบุคคลอื่นเชิดให้ออกหน้าเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงนี้เพื่อนำมาขายต่อให้เมืองพัทยาอีกทอดหนึ่งซึ่งนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาได้ดำเนินการให้เมืองพัทยารับซื้อที่ดินจากนายพีระโดยมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่และโดยทุจริตดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า นายพีระไม่ใช่คนทำสวนของจำเลยที่ 1 แต่นายพีระมีธุรกิจเป็นผู้รับเหมาจัดสวนที่จำเลยที่ 1 จ้างมาจัดสวนที่บ้านของจำเลยที่ 1 เป็นครั้งคราวนั้น ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ ส่วนจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังโดยเป็นคนเชิดนายพีระคนทำสวนของตนให้ออกหน้าเป็นผู้ซื้อขายที่ดินแปลงนี้หรือไม่นั้น โจทก์มีนายปัญญา เจ้าหน้าที่ป้องกันดับเพลิงประจำเมืองพัทยาเป็นพยานเบิกความว่า ประมาณเดือนกันยายน 2535 เมืองพัทยาได้ปิดประกาศ ไว้ที่บอร์ดศาลาว่าการเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาประสงค์จะซื้อที่ดินเนื้อที่ 140 ไร่ ห่างจากเขตเมืองพัทยาไม่เกิน 15 กิโลเมตร เพื่อใช้สำหรับเป็นที่ทิ้งขยะโดยให้ยื่นหลักฐานระหว่างวันที่ 1 ถึง 15 กันยายน 2535 พยานจึงไปแจ้งให้นายวีระซึ่งเป็นเพื่อนกันทราบ เพื่อจัดหาที่ดินมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยา ต่อมาพยานทราบจากนายวีระว่าสามารถรวมรวบที่ดินได้แล้วเนื้อที่ 150 ไร่ ซึ่งพยานได้ดูหลักฐานที่นายวีระนำมาให้ดูแล้วปรากฏว่าเป็นที่ดินอยู่ตำบลเขาไม้แก้วบางส่วนและอยู่ตำบลโป่งบางส่วน นายวีระบอกว่าจะขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท ถึง 350,000 บาท โดยที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 15 กิโลเมตร พยานได้ปรึกษานายวัฒนา รองนายกสภาเมืองพัทยา แล้ว ก็ทราบว่ามีผู้ขายรายอื่นยื่นขายที่ดินต่อเมืองพัทยาเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่ยื่นขายคือกำนัน พยานจึงไม่ได้นำหลักฐานเอกสารสิทธิที่ดินที่นายวีระรวบรวมมาเสนอต่อเมืองพัทยาและคืนให้แก่นายวีระไป โจทก์ยังมีนางเคี้ยน เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า ประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นายวีระ ญาติของพยานได้ขอให้พยานหาที่ดินในตำบลเขาไม้แก้ว เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ มาให้ครบภายใน 7 วัน เพื่อนำไปเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ พยานจึงไปติดต่อกับบุตรหลานซึ่งมีที่ดินอยู่บริเวณดังกล่าวและรวบรวมที่ดินบริเวณตำบลเขาไม้แก้วได้มาเนื้อที่ประมาณ 160 ไร่ ที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานทางทะเบียนเป็น น.ส. 3 อยู่ห่างจากเมืองพัทยาประมาณ 11 กิโลเมตร และตกลงจะขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท นายวีระได้บอกพยานว่าจะนำหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวไปยื่นขายให้แก่เมืองพัทยา แต่วันเดียวกันนั้นในเวลาตอนเย็นนายวีระกลับมาบอกพยานว่าไม่ต้องยื่นประมูลแล้ว เนื่องจากมีรายอื่นไปยื่นแล้ว และมีราคาต่ำกว่าที่พยานตกลงจะขายผู้ที่ยื่นประมูลตามที่นายวีระบอกคือกำนัน ซึ่งต่อมาพยานทราบว่ากำนันคนดังกล่าวคือกำนันเป๊าะจำเลยที่ 1 คดีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายปัญญาดังกล่าวข้างต้น โจทก์ยังมีนายชลอ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลโป่ง เป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกว่า พยานมีที่ดิน น.ส. 3 ก. เนื้อที่ 18 ไร่ อยู่ที่ตำบลเขาไม้แก้ว เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นางเคี้ยนเคยไปติดต่อขอซื้อจากพยาน พยานตกลงขายในราคาไร่ละ 300,000 บาท นอกจากนี้ยังมีเจ้าของที่ดินบริเวณใกล้เคียงตกลงขายที่ดินให้นางเคี้ยนเช่นเดียวกัน มีนางผวน นางสมควร นางพิน (ที่ถูกน่าจะเป็นนางพิมพ์) และนายธงชัยโดยตกลงขายในราคาเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีนางบุญชูกับนางสมใจตกลงขายที่ดินให้นางเคี้ยนด้วย ต่อมานางเคี้ยนเอาสำเนาเอกสารที่ดินมาคืนให้พยานโดยบอกว่าขายไม่ได้แล้วและโจทก์มีนางพิมพ์ เป็นพยานเบิกความรับรองว่า พยานมีที่ดินอยู่ตำบลเขาไม้แก้วประมาณ 100 ไร่เศษ เดิมมีหลักฐานเป็น น.ส. 3 เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2535 นางเคี้ยนได้มาติดต่อขอซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวไปขายต่อให้เมืองพัทยาสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ พยานตกลงขายให้เนื้อที่ 70 ไร่ ในราคาไร่ละ 300,000 บาท แสดงให้เห็นว่า ในขณะนั้นน่าจะมีข่าววงในเป็นที่ทราบกันแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีความประสงค์จะเสนอขายที่ดินให้แก่เมืองพัทยาเอง ซึ่งน่าจะเป็นเหตุให้นายปัญญาตัดสินใจไม่กล้ายื่นเสนอขายที่ดินที่นางเคี้ยนรวบรวมมาได้แข่งขันกับจำเลยที่ 1 ยิ่งกว่าเหตุอื่นตามที่นายปัญญาเบิกความอ้างถึง โจทก์ยังมีนายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายปี 2535 พยานไปหาลูกค้าเงินฝากที่เมืองพัทยา และทราบจากนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาตกลงซื้อที่ดินจากนายพีระเนื้อที่ 140 ไร่ ต่อมานายวิทยาได้แนะนำให้พยานรู้จักกับนายพีระ นายพีระแจ้งว่าเงินค่าขายที่ดินต้องนำไปให้จำเลยที่ 1 ให้พยานไปคุยกับจำเลยที่ 1 เอาเอง ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2536 พยานไปพบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยอมตกลงจะฝากเงินไว้เป็นการชั่วคราวแล้วจะโอนไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน นอกจากนี้ในเดือนเมษายน 2536 พยานทราบจากนายวิทยาปลัดเมืองพัทยาว่าเมืองพัทยาจะซื้อที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ตำบลเขาไม้แก้วสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะ และนายวิทยายังแนะนำพยานอีกว่าหากต้องการได้เงินที่เมืองพัทยาจ่ายเป็นค่าที่ดินไปฝากที่ธนาคารที่พยานทำงานก็ให้ไปขอกับจำเลยที่ 1 เองพยานจึงไปติดต่อกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้นายวิชัยรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ปี 2526 และจำเลยที่ 1 เคยเป็นเจ้าภาพในงานแต่งงานของนายวิชัยอีกด้วย แสดงให้เห็นว่า นายวิชัยมีความคุ้นเคยและมีความเคารพนับถือยำเกรงจำเลยที่ 1 มาก จึงไม่มีเหตุให้สงสัยว่านายวิชัยจะให้การเป็นผลร้ายแก่จำเลยที่ 1 โดยปราศจากมูลความจริง ดังนั้น สำหรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝากเงินและถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระและจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉางนั้น คงรับฟังได้ว่า ในวันที่นายพีระจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ให้แก่เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2536 นั้น เมืองพัทยาได้สั่งจ่ายเช็คขีดคร่อมของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา จำนวนเงิน 93,520,000 บาท มอบให้นายพีระเป็นการชำระราคาที่ดินที่ซื้อขาย แล้วนายวิชัยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง พยานโจทก์ได้นำเช็คไปฝากเรียกเก็บเงินที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาพัทยา แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายพีระที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ซึ่งนายพีระเปิดเตรียมไว้ก่อน แล้วนายพีระกับนายวิชัยได้เดินทางไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง นายวิชัยนำแบบพิมพ์ใบถอนเงินให้นายพีระลงลายมือชื่อไว้หลายแผ่น และในวันเดียวกันนั้นนายพีระได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนจำนวน 32,260,986 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่เปิดรอไว้ก่อนที่ธนาคารเดียวกันเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท ส่วนอีกจำนวน 2,260,986 บาท นายวิชัยได้หักไว้เป็นค่าธรรมเนียมและค่าภาษีอากรในการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ธนาคารได้ทดรองจ่ายให้นายพีระครั้นวันที่ 21 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 20,000,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกัน ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 15,000,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารเดียวกัน วันที่ 23 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระจำนวน 19,761,000 บาท แล้วนำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำนวน 5,000,000 บาท และโอนไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติล ภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 13,000,000 บาท ส่วนเงินอีกจำนวน 1,760,000 บาท เบิกถอนเป็นเงินสดและไม่ปรากฏที่ไปของเงินและวันที่ 25 มิถุนายน 2536 มีการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระก้อนสุดท้ายเป็นเงินสดจำนวน 6,535,042.74 บาท จนหมดบัญชีและนายพีระได้ขอปิดบัญชี ข้อมูลดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า เงินที่นายพีระได้จากการขายที่ดินให้แก่เมืองพัทยาได้ถูกถ่ายโอนจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เกือบทั้งหมดและมีการถ่ายโอนเงินบางส่วนไปเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 คงไม่ปรากฏที่ไปของเงินอีกจำนวนเพียง 8,000,000 บาทเศษ เท่านั้น นอกจากนี้คดียังได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบและฎีกาโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าหลังจากมีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 แล้วเมื่อระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินมาเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน รวม 3 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวนมากถึง 70,000,000 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่นายพีระโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงมีเงินค่าที่ดินโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 รวมจำนวน 83,000,000 บาท ซึ่งต่อมาปรากฏว่าเมื่อระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2536 ถึงวันที่ 7 กรกฎาคม 2536 เงินในบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ก็ได้ถ่ายโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 20,000,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 นางสาวศิริลักษณ์ และนางสาวศิริมาศ ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด สาขาหนองมนรวม 3 บัญชี รวมเป็นเงินจำนวน 20,000,000 บาท และเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน จำนวน 10,000,000 บาท หากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ที่นายพีระขายให้แก่เมืองพัทยาเป็นของนายพีระ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมีการถ่ายโอนเงินค่าขายที่ดินจากบัญชีเงินฝากของนายพีระไปเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 เกือบทั้งหมด แล้วมีการถ่ายโอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 มาเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ใหม่เช่นนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่านายวิชัยรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 จึงมาขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยพูดกับนายพีระให้นำเงินค่าที่ดินไปฝากไว้ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉางที่นายวิชัยเป็นผู้จัดการสาขาเพื่อแจ้งผลงานนั้น ก็ฟังดูไม่สมเหตุผล เพราะบัญชีของนายพีระและจำเลยที่ 1 ที่เปิดไว้เป็นเพียงบัญชีเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ และจำเลยที่ 1 กับนายพีระก็ฝากเงินไว้ในบัญชีเพียงไม่กี่วัน ก็มีการถ่ายโอนมาเข้าบัญชีของนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหนองมน เกือบหมด ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาอีกว่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2536 นายพีระได้นำเช็คผู้ถือจำนวนเงิน 500,000 บาท ที่มีจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คอีกด้วย ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวให้แก่นายพีระเป็นค่าตอบแทนที่นายพีระให้ความร่วมมือยอมเป็นหุ่นเชิดของจำเลยที่ 1 ในการดำเนินการซื้อแล้วนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ไปขายให้แก่เมืองพัทยา เมื่อพิเคราะห์ประกอบกับข้อเท็จจริงที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยานำเช็คผู้ถือที่จำเลยที่ 1 กับนางสติลภริยาจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,000,000 บาท และ 3,000,000 บาท ตามลำดับ รวมจำนวนเงิน 5,000,000 บาท ไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าเป็นค่าตอบแทนที่นายวิทยาได้รับจากจำเลยที่ 1 เพื่อการทุจริตในการจัดซื้อที่ดินแปลงนี้ จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้อยู่เบื้องต้นหรือตัวการในการเชิดให้นายพีระคนทำสวนของตนไปจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ในราคา 7,500,000 บาท จากบริษัทเค.ไอ.ที.ไอ.คอปโปเรชั่น จำกัด แล้วนำมาเสนอขายให้แก่เมืองพัทยาในราคา 108,000,000 บาท เพราะเป็นไปไม่ได้ที่นายพีระซึ่งเป็นเพียงลูกจ้างเป็นคนทำสวนของจำเลยที่ 1 จะสามารถทำเรื่องใหญ่ที่มีความซับซ้อนและต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากเช่นนี้ได้ตามลำพัง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าหากนายพีระเป็นเพียงคนทำสวน คงไม่มีใครใช้คนไม่มีความรู้ไปทำเรื่องซื้อขายที่ดินราคากว่า 93,000,000 บาท นั้น เห็นว่า ไม่ใช่เหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะยกเป็นข้ออ้างเพื่อหักล้างพยานโจทก์ได้เพราะได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนสนิทของจำเลยที่ 1 และเป็นนายหน้าค้าที่ดินได้ช่วยเดินเรื่องให้นายพีระ ส่วนเรื่องเงินค่าขายที่ดินจำนวนกว่า 93,000,000 บาท ก็มีนายวิชัยนายธนาคารซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 เป็นคนคอยดูแลนำฝากและโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 กับภริยาจำเลยที่ 1 เสมือนหนึ่งจำเลยที่ 1 เป็นนายทุนเจ้าของที่ดินแปลงนี้ อันเป็นพฤติการณ์ที่สนับสนุนให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้เชิดให้นายพีระคนทำสวนของตนเป็นตัวแทนในการซื้อขายที่ดินแปลงนี้ นายพีระจึงต้องโอนเงินค่าที่ดินคืนให้จำเลยที่ 1 เมื่อนำมารับฟังประกอบเข้าด้วยกันแล้วก็มีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นตัวการคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาในครั้งนี้ด้วยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และเหตุผลต่างๆ ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกา ไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ โจทก์หาได้สืบไม่สมฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับนายวิทยาและพวกที่หลบหนีได้ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะครั้งนี้ด้วยกัน โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำตามขั้นตอนที่แต่ละคนได้รับมอบหมายไปกระทำดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นจนความผิดสำเร็จ นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และเมื่อการกระทำของนายวิทยาเป็นความผิดตามมาตรา 151 อันเป็นบทเฉพาะแล้ว ก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบททั่วไปอีก ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ใช่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดซื้อที่ดินของเมืองพัทยาด้วย จึงขาดคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 151 แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการกระทำความผิดดังกล่าวของนายวิทยา จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบด้วยมาตรา 86 อันเป็นความผิดบทเฉพาะและไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบด้วยมาตรา 86 เป็นบททั่วไปเช่นเดียวกัน เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องยกข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาในฎีกาขึ้นมาวินิจฉัยต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด ก็ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้ นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องถึงเหตุแห่งการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยา เป็นการเสียหายแก่รัฐของนายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 มารวม 2 ประการ ประการแรก นายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และประการที่ 2 นายวิทยากับจำเลยที่ 4 และที่ 5 รู้อยู่แล้วว่านายพีระซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาในราคาไร่ละ 50,000 บาท แต่นายวิทยากับพวกดังกล่าวร่วมกันดำเนินการให้เมืองพัทยารับซื้อที่ดินดังกล่าวจากนายพีระในราคาไร่ละ 668,000 บาท ซึ่งสูงกว่าความเป็นจริงมาก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายวิทยากับพวกร่วมกันดำเนินการจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวจากนายพีระในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงมาก ในเหตุประการที่ 2 อันเป็นการเพียงพอที่จะรับฟังว่า นายวิทยากับพวกได้กระทำความผิดตามคำฟ้องแล้ว เช่นนี้จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยต่อไปอีกว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางละมุง หรือไม่ ตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกขึ้นฎีกาอีก เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใด ก็ไม่อาจทำให้ผลของคำพิพากษานี้เปลี่ยนแปลงไปได้ มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องข้อ (ค) ด้วยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 นั้น มีลักษณะเป็นการยุยงส่งเสริมก่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อยู่ในตัว แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามทางพิจารณาว่า ในช่วงวันเวลาที่โจทก์ฟ้อง จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ให้สินบนหรือเป็นผู้ยุยงส่งเสริมก่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ได้เป็นตัวการร่วมกับนายวิทยากับพวกกระทำการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาอย่างเป็นขบวนการโดยมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันมีลักษณะเป็นการแบ่งหน้าที่กันกระทำมาแต่ต้นจนกระทั่งความผิดสำเร็จ เพียงแต่จำเลยที่ 1 ขาดคุณสมบัติการเป็นเจ้าพนักงาน จึงรับโทษแค่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของนายวิทยากับพวกดังกล่าว ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะได้กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานหรือไม่ก็ตาม ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ย่อมเกลื่อนกลืนเป็นการกระทำความผิดในกรรมเดียวกับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตแล้ว ศาลฎีกาย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตได้แต่เพียงบทเดียวเท่านั้น กรณีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอันเป็นบทเฉพาะเจาะจงแล้ว จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ดังที่จำเลยที่ 1 อ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมายมาในฎีกา เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะต้องวินิจฉัยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในส่วนนี้ได้ และเมื่อศาลฎีกาไม่อาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามคำฟ้องข้อ (ค) ได้ จึงมีผลทำให้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในปัญหาข้อกฎหมายข้อที่ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามฟ้องข้อ (ค) และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน (มีหน้าที่ซื้อทรัพย์) ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตตามคำฟ้องข้อ (ข) เป็นความผิดกรรมเดียวกันหรือไม่ เป็นอันตกไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) เป็นความผิดสามกรรมต่างกัน ดังที่ศาลชั้นวินิจฉัยหรือเป็นความผิดกรรมเดียวกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย และมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ) แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวคงได้ความตามทางพิจารณาว่า ที่จำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้นายอำนวยกับนายสมใจไปแจ้งแก่นายไพรัตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42827 ในราคา 1,200,000 บาท อันเป็นความเท็จ และที่จำเลยที่ 3 กับพวกเป็นผู้ใช้จ้างวานให้นายเยิ้มกับนายอำพลไปแจ้งแก่นายไพรัตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง จดทะเบียนทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 42958 ในราคา 1,400,000 บาท อันเป็นความเท็จ นั้น จำเลยที่ 3 กับพวกกระทำไปก็โดยมีเจตนาหรือวัตถุประสงค์ที่จะสร้างราคาที่ดินบริเวณใกล้เคียงกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริงเพื่อให้นายวิทยาปลัดเมืองพัทยากับพวกนำหลักฐานการซื้อขายที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานแสดงประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษของเมืองพัทยาในการจัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1218 ของนายพีระ การกระทำของจำเลยที่ 3 กับพวกดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของแผนการทุจริตคอร์รัปชันในการจัดซื้อที่ดินสำหรับใช้เป็นที่ทิ้งขยะของเมืองพัทยาที่นายวิทยาปลัดเมืองพัทยาและจำเลยที่ 3 กับพวกได้ร่วมมือกันกระทำอย่างเป็นขบวนการโดยมีการแบ่งหน้าที่กันกระทำจนความผิดสำเร็จ อันเป็นความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) แม้วันเวลากระทำความผิด ลักษณะของความผิดและผู้เสียหายจะแตกต่างกัน แต่ก็เป็นกรณีการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกัน ความผิดของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และ (ฉ) จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย หาใช่เป็นเรื่องกระทำโดยอาศัยเจตนาที่แตกต่างอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ง) และ (ฉ) เป็นการกระทำเดียวกับคำฟ้องข้อ (ข) เมื่อจำเลยที่ 3 มีความผิดตามคำฟ้อง ข้อ (ง) และ (ฉ) แล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีความผิดตามคำฟ้องข้อ (ข) อีก เพราะโจทก์นำเอาข้อเท็จจริงเพียงเหตุการณ์เดียวมาแยกฟ้องจำเลยที่ 3 เป็น 2 ฐานความผิด นั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 3 ตามคำฟ้องข้อ (ข) (ง) และข้อ (ฉ) เป็นการกระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันและเป็นเหตุการณ์คนละตอนกัน แม้จะอยู่ในแผนการทุจริตคอร์รัปชันเดียวกัน ก็มีการกระทำหลายอย่างและแต่ละอย่างเป็นความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบททั้งฐานใช้ให้ผู้อื่นแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทรัพย์ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ตามคำฟ้องข้อ (ง) (ฉ) และ (ข) สรุปแล้ว ศาลฎีกาคงเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพียงบางส่วน และไม่เห็นพ้องด้วยในบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วนและฟังไม่ขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้น อนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างอุทธรณ์นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังมิได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 จากสารบบความ ศาลฎีกาเห็นสมควรมีคำสั่งดังกล่าวเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 เพียงบทเดียว กำหนดโทษให้คงเดิม ส่วนจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 บทหนึ่ง และมาตรา 267 ประกอบมาตรา 84 อีกสองบท การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามมาตรา 90 กำหนดโทษให้คงเดิม สำหรับข้อหาอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 3 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 กับให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ?? ?? ?? ?? 22 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7768/2548 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายสมชาย คุณปลื้ม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี · จำเลย - นายสมชาย คุณปลื้ม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรชาติ บุญศิริพันธ์ · กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ · กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายบุญชัย วงษาพาณิชย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 605/2511ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1294/2509ฎีกา 8297/2540ฎีกา 884/2484ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 11/2539ฎีกา 514/2486ฎีกา 1857/2492
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา