⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7981/2548

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของจำเลยที่ขับรถไฟโดยไม่ส่งสัญญาณเตือนในเขตชุมชน ถือเป็นการกระทำโดยประมาท แม้ผู้ตายหรือผู้เสียหายจะมีส่วนประมาทด้วย ก็ไม่ทำให้จำเลยพ้นจากความรับผิด.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ บริเวณที่เกิดเหตุเป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านมาทำให้รถไฟที่จำเลยขับชนและทับเด็กหญิง ส. ผู้ตาย และเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นการกระทำโดยประมาท จำเลยมีความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายแม้จะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.291 ประมวลกฎหมายอาญา ม.300

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายเอกชัย แซ่ลิ้ม บิดาของเด็กหญิงสรรัตน์ แซ่ลิ่มหรือแซ่ลิ้ม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี และปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 3 ปี กำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 4 ครั้ง ในระยะเวลา 1 ปี ให้จำเลยกระทำกิจกรรมเพื่อบริการสังคมและสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 20 ชั่วโมง หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องจำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถไฟขบวนรถด่วนที่ 16 หมายเลข 4541 ออกจากสถานีรถไฟนครศรีธรรมราชเพื่อสับเปลี่ยนรางจากรางรถไฟที่ 2 ไปเข้ารางรถไฟที่ 1 แล้วรถไฟที่จำเลยขับได้ชนและทับเด็กหญิงสรรัตน์ แซ่ลิ่ม ผู้ตาย และเด็กหญิงวิไลวรรณ แก้วสกุล ผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย และผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะผู้เสียหายกับผู้ตายเดินข้ามทางรถไฟและอยู่กึ่งกลางระหว่างรางรถไฟทั้งสองข้าง ได้ยินคนร้องบอกว่ารถไฟมา เมื่อหันไปดูปรากฏว่ารถไฟถึงตัวแล้ว ทำให้ผู้เสียหายและผู้ตายถูกรถไฟชนและลากไปกับรถไฟ เด็กหญิงชนาภรณ์ แซ่จู้ เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นผู้เสียหายและผู้ตายกำลังเดินอยู่บนรางรถไฟ เห็นรถไฟแล่นมาไม่ค่อยเร็วอยู่ห่างประมาณ 10 ถึง 15 เมตร ไม่ได้ยินเสียงหวีดรถไป รถไฟได้ชนผู้เสียหายและผู้ตาย นายสมมาต แซ่จู้ เบิกความว่า ขณะพยานอยู่ที่บ้านซึ่งอยู่ห่างจากรางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นรถไฟแล่นมาโดยแล่นไปเรื่อยๆ เสียงรถไฟเบาและไม่มีเสียงหวีดรถไฟ รถไฟแล่นผ่านไปเป็นตู้โบกี้ที่ 3 ที่ 4 ก็ได้ยินเสียงชาวบ้านร้องว่ารถไฟทับเด็ก นางวราภรณ์ กลั่นสุวรรณ เบิกความว่า ขณะพยานเดินอยู่บนถนนข้างคิวรถแท็กซี่ห่างจากทางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นผู้เสียหายและผู้ตายเดินอยู่ข้างหน้าห่างพยานประมาณ 10 เมตร ได้ยินเสียงแม่ค้าร้องว่ารถไฟมาๆ พยานไม่เห็นรถไฟและไม่ได้ยินเสียงหวีดรถไฟ หลังจากนั้นได้ยินเสียงรถไฟ นายฉ่าย พรรณรังษี เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานนั่งอยู่หน้าบ้านซึ่งอยู่ห่างจากรางรถไฟประมาณ 10 เมตร เห็นผู้เสียหายและผู้ตายเดินออกมาจากคิวรถแท็กซี่เพื่อข้ามทางรถไฟ เห็นรถไฟขบวนหนึ่งแล่นรถไม่เร็วเสียงเงียบมากและไม่มีเสียงหวีดรถไฟ รถไฟได้ชนผู้เสียหายและผู้ตายขณะก้าวขึ้นทางรถไฟ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้ง 5 ปาก เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ได้รับโทษ เชื่อว่า พยานดังกล่าวเบิกความไปตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยขับรถไฟมาไม่เร็ว เสียงเงียบและไม่ได้เปิดหวีดรถไฟ เมื่อพิเคราะห์ถึงบริเวณที่เกิดเหตุตามภาพถ่าย เป็นชุมนุมชน มีบ้านเรือนอยู่สองข้างทางรถไฟเป็นจำนวนมาก มีร่องรอยเป็นทางเดินชัดเจน จำเลยควรเปิดหวีดรถไฟเพื่อให้คนที่สัญจรไปมาทราบเป็นระยะๆ การที่จำเลยไม่เปิดหวีดรถไฟเป็นสัญญาณเพื่อเตือนคนที่สัญจรไปมาให้ทราบว่ามีขบวนรถไฟขับผ่านมาจนเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น จึงเป็นการกระทำโดยประมาท เมื่อจำเลยกระทำไปโดยประมาท จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ส่วนผู้ตายและผู้เสียหายแม้จะมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ ก็ไม่ใช่เหตุที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปัดความรับผิดได้ ส่วนฎีกาข้ออื่นๆ ของจำเลยถึงจะวินิจฉัยให้ก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ตายและผู้เสียหายมีส่วนประมาท โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้อุทธรณ์ฎีกาโต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นว่าเหตุที่เกิดเนื่องมาจากผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีนี้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยขึ้นเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอเป็นโจทก์ร่วมของนายเอกชัย แซ่ลิ้ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7981/2548 พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายเอกชัย แซ่ลิ้ม โจทก์ร่วม นายสมัคร รัตนพันธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช · โจทก์ร่วม - นายเอกชัย แซ่ลิ้ม · จำเลย - นายสมัคร รัตนพันธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ ตรีสุวรรณ · สมบัติ อรรถพิมล · ศิริชัย จิระบุญศรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 688/2467ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 4573/2528ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ