คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งจะกระทำได้โดยฝ่ายที่ชนะคดีเท่านั้น
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้ว จำเลยยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลย แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพพาทนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์ สมภักดี ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งนายสุรพงษ์และจำเลยเป็นเจ้าของรวม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยดำเนินการยื่นคำขอรังวัดและจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 14913 ในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายสุรพงษ์ สมภักดี จำนวน 59 ส่วน ใน 1,424 ส่วน ให้แก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุรพงษ์และให้กระทบต่อสิ่งปลูกสร้างของโจทก์หรือทำให้โจทก์เสียหายน้อยที่สุด หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย
จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยได้ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว แต่เจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการให้ได้เพราะโจทก์และจำเลยต้องร่วมกันยื่นคำขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวม ทั้งจะใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาก็ปรากฏว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นบังคับจำเลยฝ่ายเดียวไม่ได้บังคับโจทก์ จำเลยแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกร่วมกับจำเลยแต่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการ จึงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับแจ้งให้โจทก์ดำเนินการยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษา หากโจทก์เพิกเฉย ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเป็นหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรับคำขอรังวัดของจำเลยฝ่ายเดียวแล้วดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีและขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นยกคำขอของจำเลยที่ขอให้ศาลออกคำบังคับให้โจทก์ไปยื่นคำขอรังวัดที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ฟ้องคดีขอให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามคำขอของโจทก์แล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะออกคำบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำขอของจำเลยได้นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น" จากบทกฎหมายดังกล่าวนี้บัญญัติให้บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) เท่านั้น ที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง จำเลยไม่ใช่เป็นบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยและศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3090/2549
นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี โจทก์
นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือนายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นางเพ็ชรรัตน์ สมภักดี · จำเลย - นายวรวุฒิ สิทธิธัญญาการ หรือนายวรเชษฐ์ รัตน์วิโรจน์ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มนตรี ยอดปัญญา · สบโชค สุขารมณ์ · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ