⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4009-4010/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009-4010/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ที่สำเร็จแล้ว และการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าที่เกิดขึ้นภายหลัง เป็นการกระทำคนละกรรมกัน

ย่อคำพิพากษา

ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชักชวนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับประทานข้าวต้มด้วยกัน ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั่งรถไปด้วยโดยเปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 วิ่งหนีออกไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันรุมชกต่อยผู้เสียหายจนล้มลง ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปได้แล้วจึงช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งสำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาแต่แรก การพยายามฆ่าผู้เสียหายเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 288, 340 และให้จำเลยทั้งสามคืนหรือใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 4,380 บาท ที่ไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 กับที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80, 288 ประกอบมาตรา 83 อีกกรรมหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 วางโทษจำคุกจำเลยทั้งสามฐานปล้นทรัพย์คนละ 12 ปี และจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานพยายามฆ่าอีกคนละ 10 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 22 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 คนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนดคนละ 16 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายเป็นเงิน 4,380 บาท ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก, 83, 288, 80 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายกับจำเลยที่ 3 ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟอยู่ที่ร้านอาหารสายฝน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ต่อมาวันที่ 27 สิงหาคม 2533 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา หลังจากร้านอาหารปิดบริการแล้วจำเลยที่ 3 ชวนนางบัวลา ผู้เสียหาย ไปรับประทานข้าวต้มที่ตลาด ผู้เสียหายตกลงและได้นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งผู้เสียหายเคยเห็นหน้ามาก่อน จำเลยที่ 3 เปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นคนขับ เมื่อจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ต่อไปถึงบนสะพานคลองแร่บริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จอดรถ แล้วจำเลยที่ 3 วิ่งออกไป ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชกต่อยทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงร่วมกันถอดเอาสร้อยคอทองคำ 1 เส้น แหวนทองคำ 1 วง และนาฬิกาข้อมือ 1 เรือน รวมราคา 4,380 บาท ที่ผู้เสียหายสวมอยู่ไป แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 2 ช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองใต้สะพาน จากนั้นจำเลยทั้งสามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ส่วนผู้เสียหายได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมตำรวจ... มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาจอดในที่เกิดเหตุ และจำเลยที่ 3 วิ่งหนีออกไป จากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันรุมชกต่อยผู้เสียหายจนล้มลง ผู้เสียหายแกล้งทำเป็นสลบ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันปลดเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปได้แล้ว จึงช่วยกันจับผู้เสียหายโยนลงไปในคลองโดยเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพื่อปกปิดความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งสำเร็จเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว มิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายมาแต่แรก การพยายามฆ่าผู้เสียหายเพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง จึงเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหาก การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาว่าเป็นความผิดต่อเนื่องเป็นกรรมเดียวกันนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 โดยความผิดฐานปล้นทรัพย์ให้จำคุกคนละ 10 ปี ลดโทษหนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับความผิดฐานพยายามฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้วให้จำคุกคนละ 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4009 - 4010/2549 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นายอนันต์หรือเลี่ยม เคล้าดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดตรัง · จำเลย - นายอนันต์หรือเลี่ยม เคล้าดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย จึงประเสริฐ · บุญรอด ตันประเสริฐ · ชัชลิต ละเอียด
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดตรัง - นายสุเมธ รักษภักดี · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3345/2535ฎีกา 2530/2527ฎีกา 4180/2548ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 226/2529ฎีกา 1715/2545ฎีกา 6355/2544ฎีกา 551/2514ฎีกา 8297/2540ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7601/2540ฎีกา 8833/2554ฎีกา 1082/2511ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 1386/2521ฎีกา 9368/2552ฎีกา 786/2519ฎีกา 2632/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา