⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 640/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ทนายความมอบฉันทะให้เสมียนทนายความมายื่นคำร้องขอถอนทนายและรับทราบคำสั่งศาล ถือว่าคู่ความได้แจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลแล้ว จึงไม่ตกเป็นผู้ขาดนัดพิจารณา

ย่อคำพิพากษา

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ" การที่เสมียนทนายจำเลยที่ 2 ได้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ 2 มายื่นคำร้องขอถอนทนายและฟังคำสั่งของศาลชั้นต้น เสมียนทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความตามบทบัญญัติดังกล่าวเพราะเสมียนทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ นอกจากมายื่นคำร้องดังกล่าวและรับทราบคำสั่งของศาลตามที่รับมอบหมายจากทนายจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงถือว่าจำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ คดีนี้ฟ้องร้องกันก่อนมีการแก้ไข ป.วิ.พ. มาตรา 202 เดิม จึงต้องใช้มาตรา 202 เดิม ที่บัญญัติว่า " ถ้าได้ส่งหมายกำหนดวันนัดสืบพยานให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว จำเลยขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว?" และมาตรา 197 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยาน ให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา" ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 จะขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ทนายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยที่ 2 ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายจำเลยที่ 2 มายื่นคำร้องขอถอนทนาย ถือว่าจำเลยที่ 2 แจ้งเหตุขัดข้องที่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล จึงไม่ครบหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดนัดพิจารณา เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 จึงขอให้มีการพิจารณาใหม่ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.197

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้จำนวน 7,845,688.73 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์และขอให้บังคับจำนอง จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์และมีการเลื่อนการพิจารณาคดีหลายนัดจนเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2543 อันเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งสุดท้าย มีทนายโจทก์ เสมียนทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ส่วนจำเลยทั้งสองไม่มาศาล ทนายจำเลยที่ 2 มอบฉันทะให้เสมียนทนายยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 อ้างว่าความเห็นไม่ตรงกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคำร้องขอถอนทนายความยังไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 2 ถือว่าทนายจำเลยที่ 2 ยังคงเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 อยู่ เมื่อทนายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลและมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนี้ ทั้งถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 2 และได้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว แล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 5,568,346.13 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อ้างว่าจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่องการยื่นคำร้องขอถอนตัวของทนายจำเลยที่ 2 ศาลควรแจ้งเรื่องให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้วเลื่อนการพิจารณาสืบพยานโจทก์ไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นหนี้จริงตามที่โจทก์ฟ้องและการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ไม่ถูกต้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขาดนัดพิจารณาจึงไม่ต้องด้วยกรณีที่จะขอพิจารณาใหม่ได้ ให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิขอพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 1 (11) บัญญัติว่า "คู่ความ หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลและเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆ ตามกฎหมายหรือในฐานะทนายความ" การที่เสมียนทนายจำเลยที่ 2 ได้รับมอบฉันทะจากทนายจำเลยที่ 2 มายื่นคำร้องขอถอนทนายและฟังคำสั่งของศาลชั้นต้น เสมียนทนายจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในฐานะเป็นคู่ความตามบทบัญญัติดังกล่าวเพราะเสมียนทนายจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิที่จะว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ นอกจากมายื่นคำร้องดังกล่าวและรับทราบคำสั่งของศาลตามที่รับมอบหมายจากทนายจำเลยที่ 2 เท่านั้น จึงถือว่าจำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาลในวันสืบพยานโจทก์ คดีนี้ฟ้องร้องกันก่อนมีการแก้ไข ป.วิ.พ. มาตรา 202 เดิมจึงต้องใช้มาตรา 202 เดิม ที่บัญญัติว่า "ถ้าได้ส่งหมายกำหนดวันนัดสืบพยานให้จำเลยทราบโดยชอบแล้ว จำเลยขาดนัดพิจารณา ให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา แล้วให้พิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว?" และมาตรา 197 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มาศาลในวันสืบพยาน และมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลเสียก่อนลงมือสืบพยานให้ถือว่าคู่ความฝ่ายนั้นขาดนัดพิจารณา" ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 จะขาดนัดพิจารณาหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ทนายจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยที่ 2 ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายจำเลยที่ 2 มายื่นคำร้องขอถอนทนาย ถือว่าจำเลยที่ 2 แจ้งเหตุขัดข้องที่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล จึงไม่ครบหลักเกณฑ์ตามมาตราดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดนัดพิจารณา เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 จึงขอให้มีการพิจารณาใหม่ไม่ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 640/2549 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายสุเมธ ตือฮิว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายสุเมธ ตือฮิว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์ · ปัญญา ถนอมรอด · สมศักดิ์ เนตรมัย
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุดรธานี - นายสมชาย อุดมศรีสำราญ · ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 280/2530ฎีกา 1010/2520ฎีกา 2574/2556ฎีกา 813/2528ฎีกา 5768/2534ฎีกา 3085/2540ฎีกา 163/2507ฎีกา 726/2512ฎีกา 1644/2519ฎีกา 2971/2522ฎีกา 4378/2531ฎีกา 431/2539ฎีกา 3426/2534ฎีกา 1296/2510ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3178/2533ฎีกา 859/2538ฎีกา 377/2493ฎีกา 1554/2524ฎีกา 2514/2538ฎีกา 553/2532ฎีกา 1773/2524ฎีกา 1128/2519ฎีกา 2198/2515
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา