⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 670/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ประธาน ย่อมมีผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองที่ดินอันเป็นหนี้อุปกรณ์ได้ และศาลต้องกำหนดประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวให้ชัดเจนก่อน.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกันการกู้ยืม จำเลยให้การว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ แต่จำนองที่ดินพิพาทประกันหนี้ของ ส. บุตรชายจำเลย ดังนี้เป็นการต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานตามฟ้อง มีแต่หนี้เงินกู้ยืมของ ส. บุตรชายที่จำเลยเพียงแต่จำนองประกันหนี้เท่านั้น ซึ่งหากคดีฟังได้ตามข้อต่อสู้ ก็เท่ากับว่าไม่มีหนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่โจทก์อ้าง โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองที่ดินพิพาทอันเป็นหนี้อุปกรณ์ได้ คดีจึงมีประเด็นด้วยว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์หรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และพิพากษาคดีมา จึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบ 183 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเสียก่อน แต่กลับฟังข้อเท็จจริงยุติไปเลยว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันการกู้ยืมเงินของ ส. ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดประเด็นเพิ่มและวินิจฉัยให้เสร็จไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน คดีนี้จำเลยให้การเพียงว่า ส. นำที่ดิน 2 แปลง ไปจดทะเบียนขายฝากจำนวน 715,000 บาท เพื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระแก่โจทก์ มิได้ให้การถึงการขายฝากที่ดินแปลงอื่นอีก การที่จำเลยนำสืบว่า ส. นำที่ดินแปลงอื่นจำนวน 3 แปลง ไปขายฝากแก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินที่ได้จากการขายฝากจำนวน 200,000 บาท ไปชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การเป็นการไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 แต่ที่จำเลยนำสืบว่า ส. นำที่ดิน 2 แปลง ไปขายฝากแก่ ก. บุตรชายโจทก์และโจทก์หักเงินที่ได้ชำระหนี้เงินกู้ยืม เป็นการนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ยค้างชำระ มิใช่เป็นการนำสืบถึงการใช้ต้นเงินจึงไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นโมฆะเพราะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การชำระดอกเบี้ยจึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจและฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 และมาตรา 411 ซึ่งจะนำมาหักชำระหนี้ต้นเงินไม่ได้ คำแถลงรับของโจทก์ที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้คืนบางส่วนจากจำเลย ย่อมผูกพันโจทก์ จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักยอดหนี้ค้างชำระได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.329 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.407 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.411 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.702 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.728

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 5,190,625 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระให้เอาทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2539 อันเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 ธันวาคม 2540) ต้องไม่เกิน 1,440,625 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ หากจำเลยไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 53071 เลขที่ดิน 909 หน้าสำรวจ 703 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาโจทก์ที่ 1 ถึงแก่กรรม นางอรุณศรีและนายกิตติ ทายาทของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,390,484.64 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 3,750,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองและรับเงินไปแล้วโดยจำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 53071 ตำบลลำลูกกา อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นประกันการกู้ยืม จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ทั้งสอง แต่จำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นประกันหนี้ของนายสนองบุตรชายจำเลย ดังนี้เป็นการที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่มีหนี้ตามสัญญากู้ยืมอันเป็นหนี้ประธานระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามฟ้อง มีแต่หนี้เงินกู้ยืมของบุตรชายจำเลยที่จำเลยเพียงแต่จำนองประกันหนี้เท่านั้น ซึ่งหากคดีฟังได้ตามที่จำเลยให้การต่อสู้ ก็เท่ากับว่าไม่ได้มีหนี้เงินกู้ยืมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง โจทก์ทั้งสองก็ไม่อาจบังคับจำนองที่ดินพิพาทอันเป็นหนี้อุปกรณ์ในคดีนี้ได้ คดีจึงต้องมีประเด็นด้วยว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์ทั้งสองหรือไม่ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้และพิพากษาคดีไปจึงเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ประกอบมาตรา 183 และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทและวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวเสียก่อน แต่กลับรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติไปเลยว่าจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันการกู้ยืมเงินของนายสนองบุตรชายจำเลย ย่อมเป็นการไม่ชอบเช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดประเด็นเพิ่มขึ้นและวินิจฉัยให้เสร็จไป โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยมีหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาจำนองค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองเพียงใด เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การเพียงว่านายสนองนำที่ดิน 2 แปลง ไปจดทะเบียนขายฝากจำนวน 715,000 บาท เพื่อชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น มิได้ให้การถึงการขายฝากที่ดินตามสำเนาสัญญาขายฝาก การที่จำเลยนำสืบว่านายสนองบุตรชายจำเลยได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์จำนวน 3 ฉบับ ไปทำนิติกรรมขายฝากกับนายสุชาติในราคา 400,000 บาท ตามสำเนาสัญญาขายฝาก แล้วนำเงินที่ขายฝากได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87 และถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 หยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและฟังว่ามีการนำเงินที่ขายฝากที่ดินดังกล่าวไปชำระหนี้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 200,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่านายสนองนำที่ดิน 2 แปลง ไปขายฝากแก่นายกิตติบุตรชายของโจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 715,000 บาท ตามสำเนาสัญญาขายฝาก และโจทก์ที่ 1 หักเงินที่ได้จากการขายฝากจำนวนดังกล่าวชำระหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาจำนองนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่าหลังจากทำสัญญา โจทก์ทั้งสองให้นายสนองนำที่ดิน 2 แปลง ไปจดทะเบียนขายฝากเพื่อนำเงินชำระหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระให้แก่โจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยนำสืบถึงการชำระหนี้ดังกล่าวจึงเท่ากับว่าเป็นการนำสืบถึงการชำระดอกเบี้ยค้างชำระ มิใช่เป็นการนำสืบการใช้ต้นเงินจึงไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบว่ามีการชำระหนี้ดังกล่าวได้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามสัญญาจำนองเป็นโมฆะเพราะเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การที่จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวด้วยความสมัครใจตามที่ตกลงไว้กับโจทก์ทั้งสอง จึงเป็นการชำระหนี้ตามอำเภอใจและเป็นการชำระหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 และมาตรา 411 และจะนำมาหักชำระหนี้ต้นเงินไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้วรวม 2 ครั้งและต้องนำมาหักออกจากยอดหนี้เงินกู้ยืม จำนวน 2,000,000 บาท นั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตามปรากฏข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้สอบถามโจทก์ที่ 1 และบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 มีนาคม 2542 ว่าในวันที่ 27 ตุลาคม 2541 โจทก์ที่ 1 ได้รับชำระหนี้คืนจากจำเลยโดยผ่านทางนายสนองบุตรชายแล้วเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท คำแถลงรับของโจทก์ที่ 1 ว่าได้รับชำระหนี้บางส่วนแล้วตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ที่ 1 กรณีจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักยอดหนี้ค้างชำระแก่โจทก์ทั้งสองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 329 วรรคหนึ่ง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 8 ธันวาคม 2540) ต้องไม่เกิน 1,440,625 บาท โดยให้เอาเงินจำนวน 200,000 บาท ใช้เป็นค่าดอกเบี้ย หากยังมีเหลือจึงให้ใช้ในการชำระหนี้อันเป็นประธาน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 670/2549 นายสุวรรณ โชคเหรียญสุขชัย โดยนางอรุณศรี โชคเหรียญสุขชัย และนายกิตติ โชคเหรียญสุขชัย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก โจทก์ นางเสน่ห์ ขำประดิษฐ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุวรรณ โชคเหรียญสุขชัย โดยนางอรุณศรี โชคเหรียญสุขชัยและนายกิตติ โชคเหรียญสุขชัย ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก · จำเลย - นางเสน่ห์ ขำประดิษฐ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · สบโชค สุขารมณ์ · มนตรี ยอดปัญญา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญญบุรี - นายอุชเชษฎ์ เฟื่องฟูสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 5473/2548ฎีกา 3206/2537ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1452/2511ฎีกา 2307/2518ฎีกา 1536/2500ฎีกา 170/2546ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 272/2490ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1360/2544ฎีกา 794/2509ฎีกา 861/2540ฎีกา 1896/2492ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2657/2534ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1733/2498ฎีกา 2709/2538ฎีกา 5423/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา