⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7854/2549

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7854/2549

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำความผิดโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่เพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่าเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น จำเลยได้กระทำความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาผู้เสียหายไปกระทำการค้าประเวณี เพื่อการอนาจาร ทั้งนี้โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ครบองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อเสรีภาพและความผิดต่อ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ตามที่ได้กล่าวหาแล้ว โดยถ้อยคำในฟ้อง แสดงให้เห็นถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดอยู่ในตัวพอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอด และนำสืบต่อสู้คดีได้ทุกประเด็นถูกต้องตามประเด็น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุม และชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องต้องบรรยายว่ามีการกระทำของจำเลยอย่างชัดเจนนั้น ก็เป็นรายละเอียดของการกระทำซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและจำเลยก็สามารถนำพยานเข้าต่อสู้หักล้างได้ในภายหลังไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.283 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 283, 283 ทวิ, 295, 310, 310 ทวิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 12 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 นางสาวบุญธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 295, 310 วรรคหนึ่ง, 310 ทวิ เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นธุระจัดหาล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวพรพรรณเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญ ให้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปซึ่งนางสาวแสงเดือนเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวอ้อยเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวนันทิยาอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณี โดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี กระทงหนึ่ง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งนางสาวบุญธรรม อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อให้กระทำการค้าประเวณีโดยขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายหรือข่มขืนใจด้วยประการใด ๆ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง นางสาวนันทิยา ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวแสงเดือน ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังนางสาวบุญธรรม ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อข่มขืนในให้กระทำการค้าประเวณี เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี อีกกระทงหนึ่ง รวมจำคุก 59 ปี จำเลยมามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุบรรเทาโทษอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง สมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 44 ปี 3 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น จำเลยได้เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาผู้เสียหายไปกระทำการค้าประเวณีเพื่อการอนาจาร ทั้งนี้โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้ายใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรมหรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด และหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและใช้กำลังประทุษร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย เพื่อข่มขืนใจให้กระทำการค้าประเวณี ซึ่งคำฟ้องดังกล่าวเป็นการบรรยายที่ครบองค์ประกอบของความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ และความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ตามที่ได้กล่าวหาแล้ว โดยถ้อยคำในคำฟ้อง แสดงให้เห็นถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดอยู่ในตัวพอสมควรที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดี อีกทั้งยังมีข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ แล้ว เมื่อพิจารณาประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอดและนำสืบต่อสู้คดีได้ถูกต้องตามประเด็น คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่เคลือบคลุมและชอบด้วยกฎหมายแล้ว และที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องต้องบรรยายว่ามีการกระทำของจำเลยอย่างชัดเจนนั้น เป็นเพียงรายละเอียดของการกระทำซึ่งโจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาและจำเลยก็สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้หักล้างได้ในภายหลัง ไม่ได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีแต่อย่างใด? พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7854/2549 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวบุญธรรม ทองย้าย หรือ พวงย้อย โจทก์ร่วม นายชำนาญ บัวดำ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นางสาวบุญธรรม ทองย้าย หรือ พวงย้อย · จำเลย - นายชำนาญ บัวดำ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มงคล ทับเที่ยง · พินิจ บุญชัด · รัตน กองแก้ว
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายพฤตินัย ทัศนียพิทักษ์กุล · ศาลอุทธรณ์ - นายศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 887/2518ฎีกา 3849/2533ฎีกา 1514/2532ฎีกา 222/2554ฎีกา 1734-1735/2532ฎีกา 3859/2537ฎีกา 51/2517ฎีกา 312/2558ฎีกา 1974/2539ฎีกา 1817/2552ฎีกา 851/2487ฎีกา 1386/2521ฎีกา 8917/2546ฎีกา 1606/2479ฎีกา 2849-2850/2550ฎีกา 218/2483ฎีกา 891/2515ฎีกา 4904/2548ฎีกา 3560/2525ฎีกา 5131/2554ฎีกา 2444/2521ฎีกา 9046/2554ฎีกา 2495/2516ฎีกา 582/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา