⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 21/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลอื่นเข้าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยชอบแล้ว การที่เจ้าของเดิมเข้าไปขัดขวางการครอบครองนั้น ถือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) แต่ไม่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังตามมาตรา 310 วรรคแรก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทให้ ก. และได้ส่งมอบตึกพิพาทให้ ก. แล้ว ก. ว่าจ้างโจทก์ซ่อมแซมตึกพิพาทและอนุญาตให้โจทก์กับครอบครัวเข้าอยู่อาศัยในตึกดังกล่าว แม้ต่อมา ก. ไม่ชำระค่าโอนสิทธิการเช่าส่วนที่ค้าง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับ ก. ในทางแพ่ง การที่จำเลยใช้กุญแจใส่ประตูตึกพิพาทเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้ตึกพิพาทได้อีก จึงเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (3) แต่ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ หรือกระทำด้วยประการใดให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จึงไม่มีความผิดตามมาตรา 310 วรรคแรก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.309 ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.362 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทจากเทศบาลตำบลหัวหินแล้วทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าแก่นายกำธร สุวรรณมานะศิลป์ เป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นายกำธรวางเงินมัดจำ ๒๐,๐๐๐ บาท และได้รับส่งมอบตึกพิพาทจากจำเลยแล้ว จึงว่าจ้างโจทก์ที่ ๑ ซ่อมแซม นายกำธรให้โจทก์ทั้งสองพร้อมด้วยครอบครัวเข้าอยู่อาศัยในระหว่างการซ่อมแซมได้ จำเลยก็ทราบดี ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๗จำเลยเข้าไปใส่กุญแจตึกพิพาท เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถเข้าไปดูแลทรัพย์สินและครอบครองตึกพิพาทตลอดมาโดยปกติสุข ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๙, ๓๑๐, ๓๖๒, ๓๖๕, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๑๐, ๓๖๕ เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา ๓๖๕ ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด จำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒,๐๐๐ บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามมาตรา ๒๙, ๓๐ คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๐, ๓๖๕ ให้ยกฟ้องด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวพิพาทจากเทศบาลตำบลหัวหินมีกำหนด ๒๕ ปี เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๒๖นายกำธร สุวรรณมานะศิลป์ ทำสัญญารับโอนสิทธิการเช่าจากจำเลยในราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท วางมัดจำในวันทำสัญญา ๒๐,๐๐๐ บาทที่เหลือจะชำระให้เสร็จภายใน ๑ เดือนครึ่ง ครบกำหนดแล้วนายกำธรไม่ชำระเงินที่เหลือและหลังจากทำสัญญาดังกล่าวแล้วนายกำธรว่าจ้างโจทก์ที่ ๑ ซ่อมแซมตึกพิพาท ทั้งอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองพร้อมครอบครัวเข้าอยู่อาศัยได้ โจทก์ทั้งสองกับครอบครัวได้เข้าอยู่อาศัยและทำการซ่อมแซมตึกพิพาทเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๗ จำเลยได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหัวหินให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกตึกแถวพิพาท โจทก์ทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมและถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหัวหินรวม ๒ วัน เมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับประกันตัวออกมาก็เข้าไปในตึกพิพาทไม่ได้เพราะจำเลยได้เอากุญแจมาใส่ประตูห้องไว้ ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องโจทก์ทั้งสองข้อหาบุกรุก ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๕๕๗/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้นคดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพและบุกรุกตามโจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่าเกี่ยวกับตึกพิพาทข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้โอนสิทธิการเช่าให้นายกำธรเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท โดยวางมัดจำในวันทำสัญญา ๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือนายกำธรจะชำระภายในกำหนด ๑ เดือนครึ่ง ได้ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.๒ การที่นายกำธรรับโอนสิทธิการเช่าตึกพิพาทจากจำเลยเป็นจำนวนเงินสูงเช่นนั้น นายกำธรเองก็ต้องประสงค์ที่จะใช้ตึกพิพาทหาประโยชน์หรืออยู่อาศัย จึงน่าเชื่อว่านายกำธรคงให้จำเลยมอบตึกพิพาทให้ตนเข้าครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่วันแรกที่ตกลงทำสัญญาและวางเงินมัดจำนั้นแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าถ้าจะมีการมอบการครอบครองตึกพิพาทให้นายกำธร ก็น่าจะมีข้อความใดระบุไว้ในสัญญาด้วยเพื่อให้เห็นว่าจำเลยได้มอบการครอบครองตึกแถวพิพาทพร้อมทั้งมอบกุญแจให้ ศาลฎีกาเห็นว่าถึงแม้ไม่มีข้อความระบุว่าได้มีการมอบการครอบครองตึกพิพาทก็ตาม ก็จะฟังว่า จำเลยไม่ได้มอบการครอบครองตึกพิพาทให้นายกำธรหาได้ไม่ เพราะการส่งมอบตึกพิพาทให้แก่กันไม่จำต้องทำเป็นรูปแบบสัญญา เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายทำความตกลงกันเอง และการที่นายกำธรจ้างให้โจทก์ซ่อมแซมตึกพิพาทโดยว่าจ้างเป็นเงินจำนวนมากก็เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยน่าจะส่งมอบตึกพิพาทให้นายกำธรเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว เพราะถ้าไม่เช่นนั้นนายกำธรจะจ้างโจทก์ให้ซ่อมแซมตึกพิพาทได้อย่างไร และที่จำเลยอ้างว่ากุญแจห้องที่เกิดเหตุหายโดยนายเล็กหรือดำรงค์ยุติธรรม ยืมไปเปิดขอใช้น้ำแล้วทำหาย จึงปิดประตูห้องที่เกิดเหตุไว้เฉยๆ ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ก็ไม่เป็นเหตุผลให้รับฟังได้ เพราะนายลี เจริญใจ บุตรเขยจำเลยเองเบิกความว่าไม่เคยเห็นนายเล็กใช้น้ำที่ห้องพิพาทนี้เลย จำเลยเองแม้จะมีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร แต่ก็ได้ความจากนางวิไล เจริญใจ บุตรจำเลยว่าส่วนมากจำเลยจะมาอยู่ที่อำเภอหัวหิน ซึ่งมีบ้านไม่ไกลจากตึกพิพาท จึงเชื่อว่าจำเลยต้องเห็นโจทก์ทั้งสองเข้าไปอยู่อาศัย ทั้งเห็นมีการซ่อมแซมตึกพิพาท แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงอ้างสิทธิครอบครองตึกพิพาทต่อนายกำธรแต่อย่างใด ปล่อยระยะเวลาให้ล่วงเลยไปนานจึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหัวหินให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองในข้อหาบุกรุกตึกพิพาท พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวส่อชี้ให้เห็นข้อพิรุธของจำเลย พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ที่โจทก์ทั้งสองกับพวกเข้าไปอยู่ในตึกพิพาทเป็นการอยู่โดยอาศัยสิทธิของนายกำธรจ้างให้โจทก์ทำการซ่อมแซมตึกพิพาทซึ่งนายกำธรยังคงมีสิทธิครอบครองอยู่ การที่นายกำธรไม่ชำระเงินค่าสิทธิการเช่าส่วนที่ยังติดค้างให้แก่จำเลยเป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับนายกำธรทางส่วนแพ่ง จำเลยไม่มีสิทธิที่จะเอากุญแจไปใส่ประตูตึกพิพาท การกระทำของจำเลยเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งโจทก์ทั้งสองอาศัยสิทธิจากนายกำธร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๕ (๓) แต่การที่จำเลยใส่กุญแจประตูตึกพิพาทจนเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่สามารถเข้าไปใช้ตึกพิพาทได้นั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์หรือกระทำด้วยประการใดให้โจทก์ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามมาตรา ๓๑๐ วรรคแรก อีกบทหนึ่งด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๕ (๓) ลงโทษจำคุก ๓ เดือน ปรับ ๒,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ไม่ชำระค่าปรับบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21/2531 นายอิสระ ศิริไสย กับพวก โจทก์ นางม่วย จิระวัฒน์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอิสระ ศิริไสย กับพวก · จำเลย - นางม่วย จิระวัฒน์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายสาธร ชิณเครือ · ศาลอุทธรณ์ - นายวัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2314/2529ฎีกา 5274/2531ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7958/2555ฎีกา 3081/2524ฎีกา 213/2554ฎีกา 185/2566ฎีกา 2718/2538ฎีกา 18654/2555ฎีกา 7854/2549ฎีกา 435/2535ฎีกา 279/2539ฎีกา 2269/2538ฎีกา 2350/2536ฎีกา 2191/2522ฎีกา 4380/2542ฎีกา 218/2483ฎีกา 891/2515ฎีกา 45/2507ฎีกา 584/2519ฎีกา 1958/2526ฎีกา 527/2538ฎีกา 2824/2535ฎีกา 291/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา