⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7092/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาข้อเท็จจริงที่แตกต่างจากคำฟ้องเพียงเล็กน้อยในรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ถือว่าเป็นการพิจารณาที่แตกต่างจากฟ้องในข้อสาระสำคัญ

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนสลบ แต่การพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 3 เพียงผู้เดียวที่สลบ แม้ข้อเท็จจริงการพิจารณาจะต่างกับคำฟ้อง แต่กรณีเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องการพิจารณาต่างจากฟ้องในข้อสาระสำคัญ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.310 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297, 310, 340, 340 ตรี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310, 340 วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม (ที่ถูก ไม่ต้องปรับบทลงโทษวรรคหนี่งและวรรคสอง) ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 340 วรรคสาม ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 24 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี ให้จำเลยคืนทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนหรือชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 12,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 และมาตรา 340 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยเป็นผู้รับเหมาแรงงานขุดบ่อน้ำบาดาลให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 ณ บริเวณที่ก่อสร้างของบริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่เกิดเหตุ วันเกิดเหตุจำเลยแจ้งผู้เสียหายที่ 1 ว่า พัฒนาบ่อน้ำบาดาลเสร็จแล้ว ผู้เสียหายที่ 1 บอกให้จำเลยพัฒนาน้ำให้นายช่างของบริษัทซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด ตรวจสอบ จำเลยไม่ยอมดำเนินการและขอลาออก เย็นวันเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 ส่งผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 มาเฝ้าอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลในที่เกิดเหตุ จำเลยและพวกเข้ามาในบริเวณที่เกิดเหตุและเกิดเหตุชกต่อยกับผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 และจำเลยกับพวกขนแบตเตอรี่ 2 ใบ ใส่รถยนต์กระบะออกไปจากที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายสาหัส มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับพวกร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 จนสลบ แต่ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 3 เพียงผู้เดียวที่สลบ ทางพิจารณาของโจทก์จึงต่างกับคำฟ้อง เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อย ไม่ถือว่าเป็นเรื่องทางพิจารณาต่างจากฟ้อง และที่จำเลยฎีกาว่า แบตเตอรี่ 2 ใบ ที่จำเลยเอาไปจากที่เกิดเหตุเป็นทรัพย์ของจำเลย เห็นว่า ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความยืนยันว่า แบตเตอรี่ 2 ใบ ที่จำเลยขนไปจากที่เกิดเหตุเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยเป็นผู้รับเหมาจ้างแรงงาน อุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งจำเลยเบิกความสอดรับกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยเป็นผู้รับเหมาแรงงานขุดเจาะน้ำบาดาล เครื่องมือในการขุดเจาะ จำเลยที่ 1 จะต้องเบิกจากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเท่ากับจำเลยยอมรับว่าอุปกรณ์ในการขุดเจาะน้ำบาดาลเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุ แบตเตอรี่ขนาด 120 แอมป์ 2 ใบ ของผู้เสียหายที่ 1 หายไป ซึ่งตามข้อตกลงจำเลยจะต้องเป็นผู้จัดหามาชดใช้ แต่จำเลยไม่จัดหา ผู้เสียหายที่ 1 จึงจัดซื้อมาใหม่และหักเงินค่าแรงจากจำเลยชดใช้ราคา และจำเลยก็นำสืบเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ว่า ในกรณีที่วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในงานสูญหาย จำเลยซึ่งเป็นผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงฟังได้ว่า ในกรณีที่อุปกรณ์ในการขุดเจาะสูญหายไป จำเลยจะต้องรับผิดจัดหามาชดใช้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 แม้นหากจะฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่าแบตเตอรี่ขนาด 120 แอมป์ 2 ใบ ตามที่ระบุในคำฟ้องเป็นแบตเตอรี่ที่ผู้เสียหายที่ 1 จัดหามาแทนแบตเตอรี่ 2 ใบ ที่หายไปและผู้เสียหายที่ 1 หักค่าแรงของจำเลยชดใช้ราคาแบตเตอรี่ทั้งสองใบนี้แล้วก็ตาม แบตเตอรี่ 2 ใบยังคงเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 อยู่นั่นเอง เพราะเป็นทรัพย์ที่จำเลยต้องจัดหามาใช้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ตามที่ตกลงกันไว้ หาใช่ทรัพย์ของจำเลยไม่ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะเอาแบตเตอรี่ทั้งสองใบไป ส่วนฎีกาประการอื่น ๆ ของจำเลยนั้นเป็นข้อปลีกย่อยไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกแก่จำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 24 ปี ศาลฎีกาเห็นว่าหนักเกินไป ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรลงโทษจำคุกแก่จำเลยในอัตราโทษขั้นต่ำสุด พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 22 ปี 6 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 15 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7092/2555 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายวินัยหรือโต้ง จันทึก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นายวินัยหรือโต้ง จันทึก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย · ชัชวาล บุนนาค · ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายวัฒนศักดิ์ ผิวขาว · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.7382/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 173/2510ฎีกา 2628/2538ฎีกา 1188/2531ฎีกา 9844/2555ฎีกา 2848/2527ฎีกา 958/2518ฎีกา 5117/2555ฎีกา 6516/2537ฎีกา 3620/2538ฎีกา 1208/2508ฎีกา 2018/2526ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3144/2527ฎีกา 1176/2519ฎีกา 887/2518ฎีกา 3849/2533ฎีกา 2530/2527ฎีกา 3639/2530ฎีกา 2299/2532ฎีกา 1514/2532ฎีกา 222/2554ฎีกา 2473/2520ฎีกา 1908/2528ฎีกา 15717/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา