⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2803/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ขับขี่รถยนต์บรรทุกของหนักในเขตชุมชน โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ฝนตก กลางคืน) ต้องใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน การไม่ปฏิบัติตามดังกล่าวและเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ถือเป็นการขับรถโดยประมาท.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร ตามหลังรถยนต์กระบะไปตามถนน ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้ายิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวาเมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมัน ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากบรรทุกของหนักเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูงทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 และ ป.อ. มาตรา 291 แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ก็หามีผลให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดและการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกาย ทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น ก็ถือว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 56 ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.63 ประมวลกฎหมายอาญา ม.291 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.43 พ.ร.บ.จราจรทางบก ม.157

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาพันตำรวจโทสมชาย พงษ์ธานี บิดาของนายอมรชัย พงษ์ธานี ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), (8), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำคุก 2 เดือน ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและไม่แจ้งเหตุ จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), (8), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฐานขับรถโดยประมาทเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาท ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย จำคุก 2 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 4 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แล้วไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุ คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 2 เดือน 20 วัน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 4 ปี ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย คงจำคุก 1 เดือน 10 วัน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 1 เดือน 10 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ตาย (เป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง) คงลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 4 ปี 1 เดือน 10 วัน จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81-1956 พระนครศรีอยุธยา บรรทุกทรายไปตามถนนสายบางกรวย-ไทยน้อย จากสี่แยกบางพลูมุ่งหน้าไปตลาดบางบัวทอง โดยมีจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-6372 นครปฐม บรรทุกทรายแล่นตามรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ เมื่อไปถึงซอยแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร ก่อนถึงทางแยกปั๊มน้ำมันบางจาก ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ขณะนั้นผู้ตายขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร สวนทางมาจากตลาดบางบัวทองมุ่งหน้าไปสี่แยกบางพลู ได้เกิดเหตุชนกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และปรากฏว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 ขับตามรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ได้ชนท้ายรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับด้วย เป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อทั้งสองคันและรถยนต์ที่ผู้ตายขับได้รับความเสียหาย และเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จากการตรวจหาแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ตายตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติเวชวิทยา หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกพันธมิตร จ้างประเสริฐ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุ ได้จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้และบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ต่อมาวันที่ 1 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 เข้ามอบตัว ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าขับขี่รถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถผู้อื่นเสียหายและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แล้วหลบหนีไม่แจ้งเหตุแก่เจ้าพนักงาน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ สำหรับความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแล้วไม่ให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และความผิดของจำเลยที่ 1 ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทและฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ โจทก์มีพยานคือสิบตำรวจโทกิตติพัฒน์ เชือดเกียรติ เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปถึงที่เกิดเหตุเป็นคนแรกเห็นคนขับรถยนต์บรรทุกคันหลังคือจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในรถเนื่องจากขายังติดอยู่ จึงได้วิทยุแจ้งศูนย์วิทยุและเรียกรถยนต์รับจ้างนำคนขับรถยนต์เก๋งไปส่งโรงพยาบาล กับช่วยอำนวยการจราจร จนร้อยตำรวจเอกพันธมิตร จ้างประเสริฐ พนักงานสอบสวนกับดาบตำรวจชาติชาย เสียงสมใจ มาถึงที่เกิดเหตุ ขณะที่รถยนต์ที่เกิดเหตุทั้งสามคันยังอยู่ในสภาพที่เป็นอยู่หลังจากเกิดเหตุชนกัน พยานโจทก์ทั้งสามปากต่างเบิกความยืนยันว่าสภาพของรถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นไปตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสามต่างเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 1 และผู้ตายมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสังสัยว่าจะเบิกความใส่ร้ายให้จำเลยที่ 1 ต้องได้รับโทษ จำเลยที่ 1 เองก็เบิกความรับว่าแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุที่ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรพนักงานสอบสวนทำขึ้นถูกต้อง จำเลยที่ 1 ยังลงชื่อไว้ในแผนที่ดังกล่าว จึงเชื่อว่าร้อยตำรวจเอกพันธมิตรทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุถูกต้องตามความจริง ตามแผนที่ดังกล่าวรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับไปทางทิศเหนือ แต่ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถสวน โดยล้อหน้าด้านซ้ายห่างจากเส้นกึ่งกลางถนน 0.5 เมตร แต่ล้อหลังด้านซ้ายอยู่ห่างเส้นกึ่งกลางถนนไปทางทิศตะวันตก 1.50 เมตร ส่วนรถยนต์ที่ผู้ตายขับไปทางทิศใต้คงอยู่ในช่องเดินรถของผู้ตายตัวรถขนานกับเส้นกึ่งกลางถนน ล้อหน้าด้านขวาห่างจากเส้นกึ่งกลางถนนไปทางทิศตะวันออก 0.5 เมตร ส่วนรถที่จำเลยที่ 2 ขับมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือคงอยู่ในช่องเดินรถที่ขับมา ล้อหน้าห่างจากเส้นกลางถนน 1 เมตร ล้อหลังห่าง 0.5 เมตร ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีจราจร ไม่พบรอยห้ามล้อหรือรอยยาง พบเศษกระจกตกอยู่ในเส้นทางเดินรถทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร ห่างจากจุดกึ่งกลางถนนประมาณ 0.5 เมตร ร้อยตำรวจเอกพันธมิตรสันนิษฐานว่า ผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-1956 พระนครศรีอยุธยาได้หยุดรถ ทำให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 81-6372 นครปฐม ซึ่งขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน ได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหน้า และด้านหน้าของรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหน้าได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 3 ข-1818 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับสวนทางมา ซึ่งความเห็นของพนักงานสอบสวนนี้สอดคล้องกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ที่ให้การไว้ขณะเข้ามอบตัวกับร้อยตำรวจเอกพันธมิตรในวันที่ 1 กันยายน 2541 ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา และยังสอดคล้องกับบันทึกการขอคืนรถยนต์ของกลาง ที่นายนพดล ชิราพร นายจ้างของจำเลยที่ 1 มีถึงพนักงานสอบสวนว่าได้นำตัวจำเลยที่ 1 มามอบให้พนักงานสอบสวนซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพว่าขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนรถยนต์ผู้อื่นเสียหายและมีผู้ถึงแก่ความตายหลบหนีไม่แจ้งเหตุให้เจ้าพนักงานทราบ นายนพดลเบิกความเป็นพยานโจทก์รับว่าเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แสดงว่าการรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 อยู่ในความรู้เห็นของนายนพดลผู้เป็นนายจ้าง จำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่าเหตุเกิดจากถนนบริเวณที่เกิดเหตุแบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน ขณะนั้นมีฝนตก มีรถยนต์ 1 คันขับออกมาจากปั๊มน้ำมันบางจากเลี้ยวซ้ายขึ้นถนนทำให้รถยนต์กระบะที่อยู่ข้างหน้ารถของจำเลยที่ 1 หยุด จำเลยที่ 1 จึงต้องหยุดรถ แต่กลัวว่ารถจะไม่สามารถหยุดได้เนื่องจากบรรทุกของหนักคือทรายเต็มคันรถ จำเลยที่ 1 จึงได้หักพวงมาลัยไปทางด้านขวามือ รถยนต์เก๋งที่แล่นสวนทางมาจึงพุ่งเข้าชน จากนั้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามมาก็ชนท้ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถในเขตชุมชนใกล้ทางแยกเข้าหมู่บ้านกฤษดานคร โครงการ 11 ตามหลังรถยนต์กระบะไปตามถนนที่แบ่งเป็น 2 ช่องจราจรแล่นสวนกัน จำเลยที่ 1 ควรใช้ความเร็วต่ำและเว้นระยะให้ห่างมากพอที่จะหยุดรถได้ทันโดยไม่ให้ชนรถคันหน้ายิ่งมีฝนตกและเป็นเวลากลางคืน จำเลยที่ 1 ควรต้องระมัดระวังเว้นระยะให้ห่างมากขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ต้องหักหลบไปทางขวา เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดรถเพราะมีรถยนต์ออกจากปั๊มน้ำมันบางจาก ก็เกิดจากจำเลยที่ 1 เกรงว่าจะหยุดไม่ทันเนื่องจากรถที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกของหนัก การหักหลบไปทางขวาเป็นเครื่องแสดงอยู่ในตัวว่ารถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับจะต้องใช้ความเร็วสูงมิใช่ขับมาด้วยความเร็วประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอย่างที่กล่าวอ้าง ทั้งไม่เว้นระยะให้ห่างรถยนต์กระบะซึ่งขับอยู่ข้างหน้าให้อยู่ในระยะที่สามารถหยุดรถได้ทันโดยไม่ต้องหักหลบเช่นนั้น ที่จำเลยที่ 1 นำสืบและฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 หักพวงมาลัยไปทางขวา รถยนต์ที่ผู้ตายขับสวนทางก็พุ่งเข้าชนทางด้านหน้าของรถจำเลยที่ 1 จากนั้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามมาก็เข้าชนท้ายรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับ ทำให้รถของจำเลยที่ 1 ลื่นไถลไปอยู่ในฝั่งของช่องเดินรถที่สวนมาโดยล้ำเส้นแบ่งกลางถนนประมาณ 50 เซนติเมตรนั้น ขัดต่อเหตุผลเพราะเมื่อเกิดเหตุแล้วรถยนต์ที่ผู้ตายขับคงอยู่ในช่องเดินรถของตนในลักษณะขนานกับเส้นแบ่งกลางถนน กับพบเศษกระจกตกอยู่ในเส้นทางเดินรถของรถผู้ตายห่างจากกึ่งกลางถนน 0.5 เมตร หากรถยนต์ที่ผู้ตายขับเข้าไปชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับในช่องเดินรถของจำเลยที่ 1 สภาพของรถยนต์ที่ผู้ตายขับหลังเกิดเหตุและเศษกระจกจะไม่อยู่ในลักษณะดังกล่าว พยานหลักฐานที่จำเลยที่ 1 นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักพอฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อบรรทุกทรายเต็มคันรถไปตามถนนที่เกิดเหตุด้วยความเร็วสูงในเวลาค่ำคืนและมีฝนตกในเขตชุมชนโดยไม่เว้นระยะให้ห่างจากรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับตามหลังมาให้มากพอที่จะหยุดรถได้ทัน เมื่อรถยนต์กระบะต้องหยุดกะทันหันเพราะมีรถยนต์ขับออกจากปั๊มน้ำมันบางจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับบรรทุกทรายเต็มคันรถไม่อาจหยุดรถได้ทันที รถของจำเลยที่ 1 จึงล้ำเข้าไปในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับรถยนต์สวนมาและเกิดเหตุชนกับรถที่ผู้ตายขับในช่องเดินรถของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นผลโดยตรงจากการขับรถโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเช่นจำเลยที่ 1 จักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยที่ 1 อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ จึงเป็นการขับรถโดยประมาทและกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 แม้จะมีรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 2 ขับตามหลังมาไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เมื่อจำเลยที่ 1 หยุดรถกะทันหันได้ชนท้ายรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็หามีผลทำให้การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิด และการขับรถยนต์ประมาทของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ตัดความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลที่จำเลยที่ 1 ก่อขึ้นแก่ผู้ตาย ส่วนกรณีที่พลตำรวจตรีวิชิต สมาธิวัฒน์ แพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ศพผู้ตาย เบิกความว่า ตรวจพบแอลกอฮอล์ 0.239 กรัมเปอร์เซ็นต์ ตามรายงานการตรวจศพ ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดระดับนี้มีผลต่อร่างกายทำให้การตัดสินใจผิดพลาดได้นั้น เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อหักหลบรถยนต์กระบะที่ต้องหยุดรถกะทันหันเป็นเหตุให้รถยนต์บรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 1 ขับล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถที่ผู้ตายขับสวนมาจึงเกิดชนกันในช่องเดินรถที่ผู้ตายขับมา จึงเห็นได้ว่าผู้ตายมิได้มีส่วนประมาทก่อให้เกิดเหตุชนกันขึ้น ไม่ว่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดตามปริมาณที่ตรวจพบหรือไม่ ก็ไม่อาจทำให้ผู้ตายหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุชนกันได้ จึงไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นผิดไปได้ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองขอให้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษ เพื่อลงโทษให้เหมาะสมและขอให้รอการลงโทษด้วยนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิจารณาถึงเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามแล้ว โทษที่ศาลล่างทั้งสองลงแก่จำเลยที่ 1 เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และกรณีไม่อาจรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระที่จะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2550 พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โจทก์ พันตำรวจโทสมชาย พงษ์ธานี โจทก์ร่วม นายสมยศ คำหงษา กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี · โจทก์ร่วม - พันตำรวจโทสมชาย พงษ์ธานี · จำเลย - นายสมยศ คำหงษา กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 523/2483ฎีกา 1891/2500ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 1715/2545ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 6505/2555ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1189/2537ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 8534/2544ฎีกา 1958/2526ฎีกา 4018/2542ฎีกา 8366/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ