⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6337/2550

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6337/2550

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สิทธิของผู้เอาประกันภัยอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัยนั้นๆ จะนำบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์ในลักษณะซื้อขายมาใช้บังคับไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

สิทธิตามสัญญาซึ่งกฎหมายบัญญัติต่างลักษณะกัน เมื่อเข้าลักษณะใดต้องใช้ลักษณะนั้นบังคับ จะยกเอาบทบัญญัติในเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ลักษณะซื้อขายมาเป็นข้อวินิจฉัยสิทธิของผู้ขายอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยไม่ได้ ในเรื่องสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยจะมีเพียงใดก็ต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย เมื่อโจทก์ที่ 1 (ผู้ขาย) และจำเลย (ผู้รับประกันภัย) ได้ตกลงประกันภัยทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ความคุ้มครองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยจึงไม่สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์ที่ 1 มอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งตามเงื่อนไขการซื้อขายแบบเอฟ. โอ. บี. แต่การคุ้มครองจะมีตลอดเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยผู้รับประกันภัยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.861

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,770,794 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,673,156 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,254,867 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงิน (วันที่ 21 สิงหาคม 2546) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ที่ 2 ให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ...ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งสองตกลงซื้อขายสินค้ากันในราคา เอฟ โอ บี โจทก์ที่ 1 ผู้ขายมีหน้าที่เพียงส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ที่ 2 ในต่างประเทศคือเพียงได้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ขนส่งและผู้ขนส่งได้ออกใบรับขนทางอากาศให้แก่ผู้ส่งของแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อคือโจทก์ที่ 2 แล้ว เมื่อโจทก์ที่ 1 เอาประกันภัยในความเสียหายของสินค้าในระหว่างการขนส่งและโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยย่อมสิ้นสุดลง ความเสียหายอยู่นอกเหนือความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยที่จำเลยรับประกันภัยความเสียหายในระหว่างการขนส่งจากโจทก์ที่ 1 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น ที่จำเลยอ้างว่าเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้านั้นให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว กรรมสิทธิ์ในสินค้าย่อมโอนไปยังผู้ซื้อนั้น เห็นว่า การส่งมอบทรัพย์สินซื้อขายดังกล่าวนั้นมิใช่เป็นข้อวินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ เพราะการส่งมอบเป็นเพียงหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ขายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 458 และถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ หรือในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอน หรือในการซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อเมื่อใดก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459, 460 และจะยกเอาบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ในลักษณะซื้อขายมาเป็นข้อวินิจฉัยสิทธิของผู้ขายอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิตามสัญญาซึ่งกฎหมายบัญญัติต่างลักษณะกัน เมื่อเข้าลักษณะใดต้องใช้ลักษณะนั้นบังคับ ในเรื่องสิทธิของผู้เอาประกันภัยอันเกิดแต่สัญญาประกันภัยจะมีเพียงใดก็ต้องเป็นไปตามสัญญาประกันภัย ในข้อนี้นางเสาวภาและนางสาวปริยาภรณ์ พยานโจทก์ที่ 1 ได้ให้ถ้อยคำตรงกันได้ความว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยได้ตกลงประกันภัยทุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งสินค้าจากต้นทางกรุงเทพมหานครถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวก็ระบุไว้ชัดว่า การประกันภัยนี้เริ่มคุ้มครองตั้งแต่เวลาที่สำนักไปรษณีย์ได้รับวัตถุที่เอาประกันภัยและมีการออกใบรับโดยถูกต้อง และผลความคุ้มครองจะดำเนินต่อเนื่อง โดยเส้นทางการขนส่งตามปกติจนกว่าได้ส่งมอบให้ผู้รับสินค้า ณ ปลายทาง ดังนี้ ความคุ้มครองตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวจึงไม่สิ้นสุดลงเมื่อโจทก์ที่ 1 มอบสินค้าให้แก่ผู้ขนส่ง แต่กรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวคุ้มครองตลอดเวลาที่ผู้ขนส่งทำการขนส่งจากต้นทางกรุงเทพมหานครจนถึงปลายทางที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบ เมื่อสินค้าสูญหายในระหว่างการขนส่ง จำเลยผู้รับประกันภัยย่อมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย... พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นนี้ 30,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6337/2550 บริษัทสว่างเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด (มหาชน) กับพวก โจทก์ บริษัทธนวัฒน์ประกันภัย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทสว่างเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด (มหาชน) กับพวก · จำเลย - บริษัทธนวัฒน์ประกันภัย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ บุญชัด · สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · ปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางเสาวลักษณ์ จุลมนต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 105/2525ฎีกา 1299/2521ฎีกา 7339/2537ฎีกา 1746/2540ฎีกา 793/2546ฎีกา 3760/2533ฎีกา 2658/2544ฎีกา 1172/2514ฎีกา 529/2513ฎีกา 1106/2516ฎีกา 259/2539ฎีกา 10421/2551ฎีกา 6459/2546ฎีกา 3352/2529ฎีกา 115/2521ฎีกา 476/2511ฎีกา 857/2534ฎีกา 1601/2529ฎีกา 5930/2533ฎีกา 1366/2509ฎีกา 1725/2524ฎีกา 1254/2531ฎีกา 1971/2519ฎีกา 914-927/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา