⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 10899-10901/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899-10901/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จเมื่อผู้กระทำเริ่มพรากผู้เยาว์ไปจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้ว การกระทำของบุคคลอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว ไม่ถือเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดนั้น

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จ นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้น ไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ การที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้าน ช. เป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว ไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนตาม ป.อ. มาตรา 83 และ 86

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.86 ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสามสำนวนนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกให้โจทก์ และโจทก์ร่วมทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ และโจทก์ร่วมตามลำดับ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 จำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 137, 276, 310, 318 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางจำเริญ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 3 ที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ฐานแจ้งความเท็จ จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 2 เดือน และฐานพรากผู้เยาว์ จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 คนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 ปี 2 เดือน จำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน และจำเลยที่ 4 และที่ 5 มีกำหนดคนละ 10 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 39 (1) ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จำคุก 5 ปี นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์สำเร็จแล้ว นับแต่จำเลยที่ 1 เริ่มพรากผู้เยาว์ขึ้นรถยนต์กระบะบริเวณหลังหอพักโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจาร ดังนั้นนับแต่เวลานั้นไม่ถือว่าผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลแล้วเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้ร่วมรู้เห็นหรือคบคิดกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ตั้งแต่ต้น จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการพรากผู้เยาว์ และการที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ขับรถและเรือพาจำเลยที่ 1 และผู้เยาว์ไปส่งที่บ้านตาชวนเป็นระยะเวลาหลังมีการกระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้วไม่ใช่ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จึงหาใช่เป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 86 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วมเฉพาะความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2574/2540 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 8996/2544 ของศาลชั้นต้นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10899 - 10901/2551 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นางจำเริญ ขำเชย โจทก์ร่วม นายคมสัน ชื่นพลี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ · โจทก์ร่วม - นางจำเริญ ขำเชย · จำเลย - นายคมสัน ชื่นพลี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · รัตน กองแก้ว · สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลชั้นต้น - นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายสมศักดิ์ อเนกพุฒิ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ1198/2549, อ1199/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2581/2548ฎีกา 1597/2532ฎีกา 1203/2482ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 119/2517ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา