⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1842/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ศาลมีดุลพินิจที่จะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยได้เมื่อเห็นสมควรหรือคู่ความร้องขอ แต่ไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีหากข้อเท็จจริงเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว

ย่อคำพิพากษา

การที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลย การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 145,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุกเดือน และจะชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 3 มกราคม 2538 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยและต้นเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 351,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 145,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตและมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 145,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 มกราคม 2537 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 กรกฎาคม 2546) ต้องไม่เกิน 206,625 บาท ตามคำขอของโจทก์ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอ้างเหตุว่า จำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ ไม่อาจมาเบิกความต่อศาลได้ โดยจำเลยแนบใบรับรองแพทย์มาพร้อมกับคำร้อง แต่ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวระบุเพียงว่า จำเลยไปให้แพทย์ตรวจร่างกาย เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน 2547 ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยป่วยเป็นโรคเบาหวานและทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาไม่ได้ระบุอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่ารุนแรงถึงขนาดต้องพักรักษาตัว คงระบุในช่องความเห็นเพียงว่าจำเลยได้มาตรวจรักษาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2547 เท่านั้น จึงไม่น่าเชื่อว่าในวันนัดสืบพยานจำเลยซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นจากการไปตรวจร่างกาย จำเลยจะมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงจนถึงไม่สามารถมาศาลได้หรือไม่สามารถเบิกความได้ ที่จำเลยฎีกาว่าหากศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยหรือทำการไต่สวนก็จะทราบว่าจำเลยเจ็บป่วยจริงและไม่สามารถมาศาลได้นั้น เห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นจะตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยว่าจำเลยป่วยจริงหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 41 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งร้องขอ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับเด็ดขาดให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยเสมอไป เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ร้องขอให้ศาลชั้นต้นตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาถึงพฤติการณ์ต่างๆ ที่ปรากฏในคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์แล้วไม่เชื่อว่าการเจ็บป่วยของจำเลยจะมีอาการหนักจนไม่สามารถเดินทางมาเบิกความต่อศาลได้ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจว่าไม่สมควรมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานศาลหรือแพทย์ไปตรวจอาการเจ็บป่วยของจำเลยนั่นเอง และเมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยและใบรับรองแพทย์ที่ปรากฏต่อศาลชั้นต้นเพียงพอแก่การวินิจฉัยแล้วศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งได้ โดยหาจำต้องไต่สวนคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลยอีกไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1842/2551 นายสันต์ นันทมนตรี โจทก์ นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสันต์ นันทมนตรี · จำเลย - นางเนาวรัตน์ งามสมจันทร์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระชาติ เอี่ยมประไพ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 1644/2519ฎีกา 5734/2545ฎีกา 1356/2530ฎีกา 4805/2547ฎีกา 1927/2537ฎีกา 479/2473ฎีกา 6134/2559ฎีกา 3646/2532ฎีกา 1053/2502ฎีกา 4694/2538ฎีกา 1149/2542ฎีกา 3394/2525ฎีกา 2509/2531ฎีกา 1559/2505ฎีกา 6063/2537ฎีกา 2519/2517ฎีกา 5700/2538ฎีกา 7125/2538ฎีกา 3566/2535ฎีกา 1158/2515ฎีกา 1466/2515ฎีกา 1277/2542ฎีกา 934/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ