⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6930/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงของทนายจำเลยในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ย่อมหมายความถึงการยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แถลงในประเด็นนั้นทั้งหมด ไม่อาจแปลว่าเป็นการยอมรับเพียงบางส่วนได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานทายาทโดยชอบธรรมของ ถ. ผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย แต่ในชั้นพิจารณาปรากฏว่า ทนายโจทก์นำพยานเข้าสืบ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนการพิจารณาไปสืบพยานโจทก์เกี่ยวกับการรับโอนสิทธิเรียกร้อง การมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมถึงการบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย ทนายจำเลยแถลงยอมรับว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว คำแถลงของทนายจำเลยย่อมหมายความถึงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แถลงว่าจะขอเลื่อนไปสืบพยานในประเด็นที่ว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ไม่อาจแปลว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเท่านั้น โดยไม่ยอมรับเกี่ยวกับความเป็นทายาทของผู้ตายของจำเลยด้วย จึงฟังได้ว่าจำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องความเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลย โจทก์จึงไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ตามป.วิ.พ. มาตรา 84 (1) ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมิใช่ทายาทของผู้ตาย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีมีประเด็นอื่นจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่นดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี ตามป.วิ.พ. มาตรา 243 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์และให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วง บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้มอบอำนาจช่วงให้ นางสาวปองขวัญฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เดิมบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เป็นลูกหนี้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีวงเงิน 30,000,000 บาท และลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินรวม 5 ครั้ง จำนวน 842,000,000 บาท 200,000,000 บาท 326,000,000 บาท 123,194,550 บาท และ 92,490,000 บาท และลูกหนี้ตามสัญญากู้เงินโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินวงเงิน 30,000,000 บาท โดยมีนายถนอมเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาแล้วจึงได้ทวงถามให้ชำระหนี้ และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 นายถนอมถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นทายาทโดยชอบธรรมมีสิทธิได้รับมรดกและจำเลยมีนางบุศรีย์เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,224,202,434.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 811,938,989.11 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์ไม่ระบุว่าจำเลยเป็นทายาทฐานะใด เป็นฟ้องเคลือบคลุม ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีนี้เป็นลายมือชื่อปลอม ลายมือชื่อของผู้โอนและผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องมายังโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอมโจทก์จึงไม่ได้รับโอนสิทธิเรียกรัองมาโดยชอบ บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ไม่ได้เป็นหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นายถนอมไม่ได้ค้ำประกันหนี้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอมและไม่ได้รับมรดกจากนายถนอม ทั้งโดยกฎหมายไม่ต้องรับผิดเกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นับแต่นายถนอมตาย บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว หนี้ตามฟ้องจึงระงับ สัญญาค้ำประกันย่อมเป็นอันระงับเพราะหนี้เดิมระงับแล้วผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นหนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง เจ้าหนี้เดิมและโจทก์ผ่อนเวลาให้บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้น โจทก์สามารถบังคับเอาแก่บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ไม่เป็นการยาก จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอม ผู้ค้ำประกัน ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์นำเอกสารท้ายคำฟ้องและท้ายคำแถลงขอให้ปิดหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยมารับฟังว่าจำเลยเป็นทายาทของนายถนอมผู้ค้ำประกันนั้นชอบด้วยการรับฟังพยานหลักฐานหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยให้รับผิดในฐานะทายาทโดยชอบธรรมของนายถนอม ผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง แม้จำเลยให้การปฎิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นทายาทโดยชอบธรรมของผู้ตาย แต่ในชั้นพิจารณาปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2545 ว่า ทนายโจทก์นำพยานเข้าสืบเสร็จ 1 ปาก แล้วแถลงขอเลื่อนการพิจารณาไปสืบพยานโจทก์เกี่ยวกับการรับโอนสิทธิเรียกร้อง การมอบอำนาจให้ฟ้องคดี รวมถึงการบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันตามฟ้อง ศาลชั้นต้นได้สอบทนายจำเลยแล้ว ทนายจำเลยแถลงยอมรับว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว คำแถลงของทนายจำเลยดังกล่าว ย่อมหมายความถึงยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์แถลงว่าจะขอเลื่อนไปสืบพยานในประเด็นที่ว่า โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายแล้ว ไม่อาจแปลว่าเป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนว่าโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยเท่านั้น โดยไม่ยอมรับเกี่ยวกับความเป็นทายาทของผู้ตายของจำเลยด้วย มิฉะนั้นทนายจำเลยชอบที่จะแถลงต่อศาลว่าจะยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ขอเลื่อนไปสืบพยานนั้นว่า จะยอมรับข้อเท็จจริงใดไม่ยอมรับข้อเท็จจริงใดให้ปรากฏโดยชัดแจ้ง คำแถลงยอมรับข้อเท็จจริงของจำเลยจึงฟังได้ว่า จำเลยแถลงยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องความเป็นทายาทของผู้ตายแล้วข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำรับของจำเลยดังกล่าว โจทก์จึงไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับข้อเท็จจริงตามข้ออ้างในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (1) การที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยเป็นทายาทของผู้ตายโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะจำเลยมิใช่ทายาทของผู้ตาย แล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง โดยมิได้วินิจฉัยในประเด็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องและคดีมีประเด็นอื่นจำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความรับผิดระหว่างโจทก์จำเลยต่อไปตามรูปคดี กรณีเช่นนี้ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาในประเด็นข้ออื่นดังกล่าวต่อไปตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6930/2551 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำกัด โจทก์ เด็กชายกิตติกร อังคณะวัฒนาฯ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำกัด · จำเลย - เด็กชายกิตติกร อังคณะวัฒนาฯ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · ดิเรก อิงคนินันท์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 280/2530ฎีกา 2076/2542ฎีกา 4637/2567ฎีกา 5272/2544ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4041/2542ฎีกา 8108/2542ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 2520/2544ฎีกา 1660/2518ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 1816/2534ฎีกา 234/2491ฎีกา 674/2549ฎีกา 5285/2537ฎีกา 7/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา