⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9339/2551

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2551

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหนี้ที่มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ย่อมหมดสิทธิเรียกร้องหนี้จากลูกหนี้ แต่หนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงยังคงต้องรับผิดตามสัญญา.

ย่อคำพิพากษา

ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว แต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไปเพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เท่านั้น เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องจำเลยทั้งสองได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.698 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.744 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.27 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 นายบุญลือทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 750,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี สัญญาจะผ่อนชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายใน 60 เดือน นับแต่วันทำสัญญา และได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 800,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับจำนวนที่เบิกเงินเกินบัญชีให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน ทุกเดือนในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากผิดนัดไม่ส่งดอกเบี้ยยินยอมให้โจทก์ทบดอกเบี้ยที่ค้างชำระเข้ากับต้นเงินทันที และให้คิดดอกเบี้ยทบต้นตามธรรมเนียมประเพณีของธนาคาร นอกจากนี้นายบุญลือยังได้เข้าทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ตกลงจะนำตั๋วเงินมาขายลดให้แก่โจทก์เป็นคราว ๆ โดยมีข้อสัญญาให้โจทก์คิดส่วนลดเป็นดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี หากโจทก์ไม่ได้รับเงินเต็มตามจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุในตั๋วเงิน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ นายบุญลือยินยอมชำระเงินจำนวนนั้นแก่โจทก์จนครบ เพื่อเป็นหลักประกันหนี้สินทุกชนิดของนายบุญลือที่มีกับโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์ ยินยอมรับผิดร่วมกับนายบุญลือต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78005 พร้อมสิงปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 750,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 180379 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ วงเงินจำนอง 1,100,000 บาท โดยมีข้อตกลงด้วยว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จนครบปรากฏว่านับแต่นายบุญลือได้รับเงินกู้ตามสัญญากู้เงินไปจากโจทก์แล้ว นายบุญลือชำระดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายให้โจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จำนวน 21,059.40 บาท หลังจากนั้นไม่ชำระหนี้อีกเลย คงเป็นหนี้ต้นเงินโจทก์จำนวน 688,000 บาท และดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึงวันฟ้องจำนวน 391,977.23 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เมื่อครบกำหนดตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีแล้ว นายบุญลือได้เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์เรื่อยมา โดยไม่มีกำหนดเวลาจนกระทั่งนายบุญลือถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 โจทก์จึงได้หยุดคิดดอกเบี้ยทบต้น ปรากฏว่านายบุญลือมีภาระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีคงค้างชำระต้นเงินจำนวน 985,544.32 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 381,248.36 บาท สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ปรากฏว่านายบุญลือได้นำเช็คมาขายลดให้แก่โจทก์ 6 ฉบับ เมื่อถึงกำหนดวันสั่งจ่ายโจทก์ได้นำเช็คเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแล้ว ปรากฏว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ ซึ่งนายบุญลือจะต้องรับผิดชำระตามเช็คทั้ง 6 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน 299,400 บาท และดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องจำนวน 116,558.22 บาท เมื่อนายบุญลือลูกหนี้ชั้นต้นถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว จำเลยทั้งสองในฐานะผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจึงต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในหนี้ดังกล่าวของนายบุญลือ ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,862,728.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,972,944.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ ถ้าเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระต้นเงินตามสัญญากู้เงินคืนให้แก่โจทก์มากกว่าที่โจทก์ได้บรรยายฟ้องมา ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนายบุญลือไม่เคยออกเช็คสั่งจ่ายเบิกถอนเงินจากบัญชีและไม่มีหนี้ค้างชำระ สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน เช็คบางฉบับนายบุญลือไม่ได้นำไปขายลดให้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับชำระหนี้จากผู้สั่งจ่ายเช็คไปแล้ว จึงไม่มีหนี้ที่นายบุญลือต้องชำระแก่โจทก์อีก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี การคำนวณยอดหนี้ของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้คราวเดียวกันในวงเงิน 750,000 บาท หากจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ไม่เกิน 750,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า นายบุญลือได้ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์ไปเป็นจำนวนมากแล้ว มีหนี้เงินค้างชำระน้อยกว่า 688,000 บาท ส่วนหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีนั้น เนื่องจากนายบุญลือถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและศาลมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2540 หนี้ต่าง ๆ ที่เกิดจากการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีหลังจากวันดังกล่าวโจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้นายบุญลือรับผิดได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวเช่นเดียวกัน สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินโจทก์ได้รับเงินตามเช็คจากผู้สั่งจ่ายแล้ว จึงไม่มีหนี้ใด ๆ ที่นายบุญลือจะต้องรับผิดอีก และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในหนี้ทั้งสามประเภทเอาแก่นายบุญลือภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาให้นายบุญลือเป็นบุคคลล้มละลายแล้ว นอกจากนี้โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดโจทก์จึงสิ้นสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าวด้วย และจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์ฟ้องซึ่งเกินกว่าวงเงินที่ค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,200,000 บาท และจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท และจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 180379 ตำบลหัวหมาก (หัวหมากใต้) อำเภอบางกะปิ จังหวัดกรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 และที่ดินโฉนดเลขที่ 78005 ตำบลสำโรงเหนือ (สำโรงฝั่งใต้) อำเภอเมืองสมุทรปราการ (เมือง) จังหวัดสมุทรปราการ ของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบแต่ต้องไม่เกินกว่าวงเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิด และทั้งนี้หากโจทก์ได้รับเงินที่ขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย คดีหมายเลขแดงที่ ล.375/2540 ของศาลแพ่งเป็นจำนวนเงินเพียงใด ก็ให้สิทธิการได้รับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองลดลงเพียงเท่านั้น กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว นางเซี้ยมมารดาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย และขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 โดยนางเซี้ยมผู้เข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2536 นายบุญลือเข้าทำสัญญากู้เงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.6, จ.10 และ จ.11 เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ของนายบุญลือ จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นเงินจำนวน 750,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันกับโจทก์ 2 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 1,100,000 บาท และ 100,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 ตามลำดับ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ตนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ด้วยตามเอกสารหมาย จ.15 ถึง จ.18 หลังจากนายบุญลือทำสัญญากับโจทก์แล้ว นายบุญลือชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 แล้วผิดนัดไม่ชำระต้นเงินจำนวน 688,000 บาท และดอกเบี้ย ส่วนสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์ได้หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายกับนายบุญลือเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2540 ในวันดังกล่าวนายบุญลือเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโจทก์เป็นเงินจำนวน 985,444.32 บาท สำหรับหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงิน ปรากฏว่านายบุญลือได้นำเช็ค 6 ฉบับ จำนวนเงิน 43,000 บาท, 62,300 บาท, 35,600 บาท, 46,500 บาท, 54,500 บาท และ 57,500 บาท ไปขายลดให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์นำเช็คทั้ง 6 ฉบับ ไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ เนื่องจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คชุกฉบับ จนถึงวันฟ้องนายบุญลือเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,079,977.23 บาท เป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินกับดอกเบี้ยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 1,366,792.68 บาท และเป็นหนี้ค้างชำระต้นเงินในการขายลดตั๋วเงินกับดอกเบี้ยจำนวน 415,958.22 บาท รวมเป็นหนี้ค้างชำระโจทก์ทั้งสิ้น 2,862,728.13 บาท ต่อมานายบุญลือถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวในคดีล้มละลาย พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนายบุญลือ ลูกหนี้ และต่อมาศาลได้พิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย จึงหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จากนายบุญลือลูกหนี้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายบุญลือ ลูกหนี้ ได้ถูกฟ้องล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้ล้มละลายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ย่อมเป็นผลให้โจทก์หมดสิทธิที่จะเรียกร้องหนี้รายนี้จากลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 27 และมาตรา 91 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติให้หนี้ที่ไม่ได้ขอรับชำระหนี้ระงับไป เพียงแต่เจ้าหนี้หมดสิทธิเรียกร้องเอาหนี้ดังกล่าวจากลูกหนี้เท่านั้น และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 หมวดที่ 5 เรื่อง ความระงับแห่งหนี้ หนี้จะระงับไปได้ก็แต่เฉพาะกรณีมีการชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ และหนี้เกลื่อนกลืนกันเท่านั้น เมื่อหนี้ยังไม่ระงับ ผู้ค้ำประกันจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่ และหนี้จำนองก็ยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองซึ่งได้ทำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองไว้แก่โจทก์ จึงยังคงต้องผูกพันรับผิดชอบตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อไป โจทก์ย่อมฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญา ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่อาจเรียกร้องเบี้ยปรับได้ และเป็นกรณีที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า และเป็นข้อตกลงขัดต่อกฎหมายนั้นและดอกเบี้ยที่ศาลพิพากษาให้ชำระตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ถือว่าเป็นดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ฎีกาทั้งสองประการดังกล่าวเป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9339/2551 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ฯ โจทก์ นายบุญเชิด วิรุฬพอจิต ฯ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ฯ · จำเลย - นายบุญเชิด วิรุฬพอจิต ฯ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)คำนวน เทียมสอาด · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1001/2509ฎีกา 964/2512ฎีกา 275/2567ฎีกา 3833/2552ฎีกา 7903/2568ฎีกา 8080/2538ฎีกา 2416/2566ฎีกา 9091/2538ฎีกา 9487/2558ฎีกา 946/2509ฎีกา 4275/2560ฎีกา 815/2533ฎีกา 374/2534ฎีกา 3318/2545ฎีกา 1632/2535ฎีกา 4851/2545ฎีกา 3527/2536ฎีกา 298/2517ฎีกา 2877/2547ฎีกา 2049/2528ฎีกา 867/2523ฎีกา 903/2508ฎีกา 1808/2512ฎีกา 1519/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา