⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3121/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหนี้จะบุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการไม่ได้ หากกระทำการดังกล่าวโดยมีเจตนาทุจริต ถือเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ย่อคำพิพากษา

การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่เจ้าหนี้บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของ ป. ลูกหนี้และไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานใช่ของ ป. หรือไม่ไปเพื่อตีชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.334

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจคล้องประตูบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายเหม ผู้เสียหาย จนหลุดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แล้วเข้าไปในบ้านพักผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและลักเครื่องบดแป้งไฟฟ้า 1 เครื่อง ราคา 7,000 บาท กับรถจักรยาน 1 คัน ราคา 1,500 บาท รวมราคาทรัพย์ 8,500 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่า นายเหม ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 290/1 หมู่ที่5 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นางประภาพร เป็นบุตรสาวของผู้เสียหาย ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายออกจากบ้านไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยปิดประตูหน้าบ้านใส่กุญแจไว้ จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจบ้านของผู้เสียหาย แล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ในบ้านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเบิกความว่า นางประภาพรกู้เงินจำเลยไป 30,000 บาท และติดค้างค่าแชร์จำเลยอีก 104,000 บาท วันเกิดเหตุนางประภาพรนัดจำเลยให้ไปตกลงเรื่องหนี้สินที่บ้านเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยไปถึงพบบ้านปิดใส่กุญแจ ไม่พบนางประภาพรจำเลยเหลือบไปเห็นเลื่อยที่หน้าบ้าน จึงใช้เลื่อยดังกล่าวตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานซึ่งอยู่ภายในบ้าน นำไปยึดหน่วงไว้เพื่อให้นางประภาพรไปตกลงเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกันอยู่ ซึ่งหากเป็นความจริงจำเลยก็น่าจะให้การทำนองเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน แต่จากคำให้การของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้อหาเอกสารหมาย จ.7 จำเลยกลับให้การต่อพนักงานสอบสวนแตกต่างไปว่า จำเลยติดตามทวงถามให้นางประภาพรชำระหนี้ตลอดมา ภายหลังทราบว่านางประภาพรซึ่งพักอยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุได้หนีออกจากบ้านไป โดยนางประภาพรนำทรัพย์สินบางส่วนไปเก็บไว้ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยจึงตามไปที่บ้านเกิดเหตุ แต่พบว่าประตูหน้าบ้านถูกปิดใส่กุญแจ จำเลยจึงใช้เลื่อยตัดกุญแจที่คล้องประตูออกแล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานจากภายในบ้านนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยเพื่อหักหนี้ที่นางประภาพรเป็นหนี้อยู่ไปตีชำระหนี้ซึ่งแม้นางประภาพรจะเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่จริงตามที่จำเลยเบิกความจำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะกระทำการดังกล่าวได้ เพราะการบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจ แล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านเกิดเหตุซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของนางประภาพร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานดังกล่าวใช่ของนางประภาพรหรือไม่ไปเพื่อตำชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3121/2552 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายอนุสิทธิ์ แซ่อุ้ย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายอนุสิทธิ์ แซ่อุ้ย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลียว พลวิเศษ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 709/2482ฎีกา 5616/2550ฎีกา 1147/2546ฎีกา 753/2481ฎีกา 3774/2532ฎีกา 1093/2507ฎีกา 3650/2527ฎีกา 5869/2549ฎีกา 1567/2535ฎีกา 8177/2543ฎีกา 273/2507ฎีกา 3081/2527ฎีกา 1311/2540ฎีกา 3245/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 82/2501ฎีกา 337/2535ฎีกา 14258/2555ฎีกา 2845/2543ฎีกา 1715/2534ฎีกา 7008/2541ฎีกา 5090/2565ฎีกา 3613/2549ฎีกา 7295/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา