⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3729/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้หลังจากได้รับทราบคำสั่งอายัดเงินตามกฎหมายแล้ว เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดดังกล่าว ผู้มีหน้าที่ตามคำสั่งอายัดจึงไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้.

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวหลังจากผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหาลือลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือ ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องได้รับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคสี่

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.311 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.341 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.342

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกับชำระเงินแก่โจทก์ 1,316,386.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ตอายัดเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจากผู้ร้องเป็นเงิน 400,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษาเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ และโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีคิดบัญชีรับจ่ายถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 จำเลยทั้งสามยังคงเป็นหนี้โจทก์อีก 1,104,237.86 บาท ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งอายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ตามสัญญาจ้างเลขที่ 1/2539 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2539 และสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามหมายบังคับคดี โดยรวมค่าธรรมเนียมอายัดพร้อมค่าใช้จ่ายชั้นบังคับคดีเป็นเงิน 1,186,667.02 บาท โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว หากผู้ร้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายหลังวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ให้ผู้ร้องส่งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,104,237.86 บาท นับถัดจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 จนถึงวันที่ส่งเงินพร้อมค่าธรรมเนียมอายัดร้อยละ 3.5 ของดอกเบี้ยดังกล่าวด้วย แต่ผู้ร้องไม่ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี โดยอ้างว่าผู้ร้องมีสิทธินำเงินจำนวน 1,347,666 บาท ที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ไปหักกลบลบหนี้ที่จำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระแก่ผู้ร้องจำนวน 6,244,185.80 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องชำระเงิน 1,186,677.02 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 302 และมาตรา 312 ผู้ร้องแถลงคัดค้านว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือตอบข้อหารือของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่ผู้ร้องจะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 มาชำระหนี้ค่าปรับที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้และผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ทำให้การหักกลบลบหนี้มีผลย้อนหลังไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่อายัด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องต้องส่งเงินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีขออายัดหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับแก่ผู้ร้อง แต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนเงินค่าปรับจำนวน 30 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ นร 0407/15192 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เป็นเงิน 1,347,666 บาท ผู้ร้องและจำเลยที่ 1 จึงมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมีมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ของแต่ละฝ่ายถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อผู้ร้องได้มีหนังสือแจ้งแสดงเจตนาที่จะหักกลบลบหนี้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว การหักกลบลบหนี้ย่อมมีผลย้อนหลังขึ้นไปจนถึงเวลาซึ่งหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้นจะอาจหักกลบลบหนี้กันได้เป็นครั้งแรก คือ วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ซึ่งผู้ร้องบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และมาตรา 342 คำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ร้องที่จะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องได้หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 แล้ว ผู้ร้องจึงไม่ต้องส่งเงินค่าปรับให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดเงินค่าปรับและเงินชดเชยงานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 โดยห้ามมิให้ผู้ร้องจำหน่ายจ่ายโอนเงินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใด แต่ให้จัดส่งเงินดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานบังคับคดีภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้ร้องได้รับหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว ได้มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/6715 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2543 และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบข้อหารือตามหนังสือที่ อส 0017/1449 ลงวันที่ 26 มกราคม 2544 ว่า ผู้ร้องมีสิทธินำเงินค่าปรับที่จะต้องคืนให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,347,666 บาท ไปชำระหนี้จำนวน 6,244,185.80 บาท ที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระแก่ผู้ร้องได้โดยผู้ร้องต้องมีหนังสือแจ้งขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไปยังจำเลยที่ 1 หากผู้ร้องไม่แจ้งการใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ก็จะต้องส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่ได้แจ้งอายัด ผู้ร้องจึงมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ทม 1201/0543 ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงผลของการหารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด และแจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าปรับส่วนที่เหลือจำนวน 4,896,519.80 บาท ซึ่งถือได้ว่าผู้ร้องได้แสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 และ 342 แล้ว แต่เนื่องจากผู้ร้องเพิ่งจะแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 หลังจากวันที่ผู้ร้องรับทราบคำสั่งอายัดจากเจ้าหน้าที่บังคับคดีแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิที่จะหักกลบลบหนี้ได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามในคำสั่งอายัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคสี่ ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องมีสิทธิปรับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 และจำเลยที่ 1 ยอมให้ผู้ร้องปรับเป็นเงิน 1,866,732.40 บาท โดยมีการหักกลบลบหนี้กับหนี้ค่าก่อสร้างก่อนที่จะมีหมายอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาได้ 30 วัน ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกร้องใดๆ ต่อผู้ร้อง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าปรับคืนนั้นขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามคำแถลงของผู้ร้องที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2547 ว่า ผู้ร้องเพิ่งจะหักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 หาใช่หักกลบลบหนี้กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาในปี 2541 ดังที่ฎีกาไม่ ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องส่งเงินค่าปรับที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับคืนจากผู้ร้องให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นไต่สวน ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3729/2552 บริษัทชัยวัฒน์ อินเตอร์เทรด จำกัด โจทก์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัดตาปีเพ้นท์ (1982) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทชัยวัฒน์ อินเตอร์เทรด จำกัด · ผู้ร้อง - มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดตาปีเพ้นท์ (1982) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · ศุภชัย สมเจริญ · สนอง เล่าศรีวรกต
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1773/2536ฎีกา 2923/2525ฎีกา 3045/2545ฎีกา 2776/2525ฎีกา 881/2544ฎีกา 621/2514ฎีกา 4306/2528ฎีกา 959/2537ฎีกา 3635/2541ฎีกา 3515/2532ฎีกา 1590/2503ฎีกา 963-965/2510ฎีกา 3149/2532ฎีกา 4853/2551ฎีกา 145/2554ฎีกา 336/2525ฎีกา 5154/2530ฎีกา 673/2511ฎีกา 908/2532ฎีกา 3283/2549ฎีกา 7523/2540ฎีกา 223/2480ฎีกา 1894/2529ฎีกา 7547/2559
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ