⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3831/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้นั้น จะถือว่าถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่แล้ว

ย่อคำพิพากษา

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 207 (เดิม) คดีย่อมถึงที่สุด เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.207 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.208 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ โดยจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 จากนั้นเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลพิพากษาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 คดีจึงถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรสอง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2540 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีวันนี้ (วันที่ 23 เมษายน 2550) พ้นระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว จึงไม่อาจออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ได้ ยกคำขอ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2540 ให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัด ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ ศาลชั้นต้นจึงออกคำบังคับและส่งคำบังคับให้จำเลยทั้งสองโดยวิธีปิดคำบังคับ ครั้นวันที่ 23 เมษายน 2550 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพียงประการเดียวว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นการชอบหรือไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อุทธรณ์โดยสรุปว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยทั้งสองขาดนัดและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ภายในระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง คดีนี้จึงถึงที่สุดเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามบทบัญญัติมาตรา 199 จัตวา วรรคหนึ่ง ซึ่งหากนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดียังไม่เกิน 10 ปี การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ยื่นคำขอภายในกำหนด 10 ปี จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด สำหรับคดีนี้เป็นคดีที่อาจขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เนื่องจากจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณาและศาลมีคำพิพากษาให้แพ้คดีในประเด็นที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 207 (เดิม) คดีจึงย่อมถึงที่สุด เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 208 วรรหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับการยื่นคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นส่งคำบังคับให้แก่จำเลยที่ 1 โดยวิธีปิดคำบังคับเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2550 และส่งให้จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดคำบังคับเช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2550 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้พิจารณาคดีใหม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงถึงที่สุดในวันที่ 5 มีนาคม 2550 และสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดในวันที่ 2 มีนาคม 2550 ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มายื่นคำขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีในวันที่ 23 เมษายน 2550 จึงยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่คดีนี้ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอโดยเห็นว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำขอให้ออกหมายบังคับคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำขอให้ออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษากลับ ให้ออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3831/2552 บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน โจทก์ นางสาวสุภาวดี เพ็งทอง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเงินทุนเอกธนกิจ จำกัด (มหาชน)โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าว่าคดีแทน · จำเลย - นางสาวสุภาวดี เพ็งทอง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ยอดปัญญา · ชวลิต ตุลยสิงห์ · ดิเรก อิงคนินันท์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 285/2503ฎีกา 8454/2544ฎีกา 1069/2527ฎีกา 345/2520ฎีกา 280/2530ฎีกา 1460/2515ฎีกา 1645/2549ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 1022/2551ฎีกา 945/2504ฎีกา 5105/2528ฎีกา 324/2503ฎีกา 1763/2551ฎีกา 185/2566ฎีกา 4041/2542ฎีกา 1897/2512ฎีกา 1646/2519ฎีกา 39/2524ฎีกา 161/2507
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ