⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8605/2552

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8605/2552

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากคู่สัญญามีเจตนาเปลี่ยนแปลงข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของฝ่ายที่ทำงานล่าช้า และฝ่ายที่อ้างว่าสัญญาผิดนัดจะต้องบอกกล่าวให้ฝ่ายที่ถูกอ้างว่าผิดนัดปฏิบัติการชำระหนี้ภายในระยะเวลาพอสมควรเสียก่อน จึงจะบอกเลิกสัญญาได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารคลับเฮาส์โดยโจทก์เริ่มก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็กเพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำให้ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไปย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญา โดยอ้างว่าโจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ โจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อนขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระการทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้งๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่นๆ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 จ้างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ในหมู่บ้านวิจิตราธานี ถนนบางนา - ตราด กิโลเมตรที่ 36 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจ้างโจทก์อีกทอดหนึ่งให้ก่อสร้างคลับเฮ้าส์ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 3 ทราบเรื่องโดยตลอดและยอมรับการทำงานของโจทก์ตลอดมา โจทก์ได้ก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ตามรูบแบบและรายละเอียดที่แนบท้ายสัญญา แต่จำเลยทั้งสามได้แก้ไขแบบแปลนและให้โจทก์ก่อสร้างตามแบบแปลนใหม่ซึ่งมีราคาค่าก่อสร้างสูงกว่าแบบแปลนเดิมตามสัญญามาก ทำให้โจทก์ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและเสียเวลาในการก่อสร้าง โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 661,317.80 บาท และค่าจ้างค้างชำระจำนวน 155,165.08 บาท และดอกเบี้ยถึงวันฟ้องอีกจำนวน 20,412.07 บาท รวมเป็นเงิน 836,894.95 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 836,894.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 816,482.88 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 1,995,974.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 1,847,890.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำบอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 816,482.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตกลงว่าจ้างโจทก์ให้รับช่วงก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ในที่ดินหมู่บ้านวิจิตราธานีของจำเลยที่ 3 ตั้งอยู่ถนนบางนา - ตราด ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยให้ลงมือก่อสร้างภายในวันที่ 9 สิงหาคม 2542 และให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.4 และแบบแปลนก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวโดยอ้างว่าโจทก์ทิ้งงานและทำงานล่าช้ากว่ากำหนดตามเอกสารหมาย ล.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ชอบหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามข้อ 8. ของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.4 มีกำหนดเวลาแน่นอนให้โจทก์ต้องก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้แล้วเสร็จบริบูรณ์และส่งมอบภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 หากมีเหตุผลให้จำเลยที่ 1 เชื่อได้ว่า โจทก์ไม่สามารถทำงานได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลากำหนด หรือล่วงพ้นกำหนดเวลาแล้วโจทก์ยังก่อสร้างไม่เสร็จหรือโจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใดก็ดี จำเลยที่ 1 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคารคลับเฮ้าส์ให้เสร็จทันตามกำหนดในสัญญาได้ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญากับโจทก์นั้น โจทก์มีนายองอาจ นายวิชญา และนางจุฑารัตน์ เบิกความได้ความว่า หลังจากทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างแล้วโจทก์ได้เริ่มลงมือก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2542 เรื่อยมาจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนใหม่ผิดไปจากเดิมหลายประการ ตามแบบแปลนการก่อสร้างใหม่เอกสารหมาย จ.6 ซึ่งมีทั้งการเพิ่มเหล็ก เพิ่มคอนกรีตและต้องทุบงานที่ก่อสร้างไปแล้วบางส่วนทิ้งเพื่อทำใหม่ตามแบบที่แก้ไข ทำให้โจทก์ต้องเสียเวลา เนื่องจากขณะนั้นได้ลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 แต่จำเลยที่ 2 ก็บอกให้โจทก์ทำการก่อสร้างต่อไป จำเลยที่ 2 เองก็เบิกความยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างใหม่จริง ซึ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนก่อสร้างดังกล่าวทำให้ถึงกับต้องทุบบางส่วนที่ก่อสร้างไปแล้วเพื่อทำตามแบบแปลนที่แก้ไขใหม่หลังจากลงมือก่อสร้างไปแล้วเกือบเดือน ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การก่อสร้างจะต้องล่าช้าออกไปจนไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 ตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ตามพฤติการณ์จึงถือได้ว่า คู่กรณีมีเจตนาให้มีการเปลี่ยนแปลงในข้อสาระสำคัญแห่งสัญญา โดยมิได้ถือเอากำหนดระยะเวลาเป็นสาระสำคัญอีกต่อไป การทำงานล่าช้ากว่ากำหนดจึงมิใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่อาจบอกเลิกสัญญาโดยอ้างเหตุว่า โจทก์ทำงานล่าช้ากว่ากำหนด เว้นแต่จะได้บอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาเสียก่อน หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 จึงชอบที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาได้ การบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล.4 จึงเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่ชอบ ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะมีส่วนในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบแปลนทำให้โจทก์มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เพิ่มเติมในส่วนนี้เสียก่อน แต่โจทก์กลับทิ้งงานไป ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เนื่องจากต้องว่าจ้างผู้อื่นมาดำเนินการต่อและต้องเสียเงินค่าปรับให้แก่จำเลยที่ 3 การทิ้งงานของโจทก์จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆ จากจำเลยที่ 1 นั้น ปรากฏจากคำเบิกความของนายองอาจพยานโจทก์ที่เบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบโต้แย้งว่า โจทก์ได้เสนอราคางานที่เพิ่มเติมต่อจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ตามเอกสารหมาย จ.8 และแจ้งจำเลยที่ 2 ถึงการขาดสภาพคล่องทางการเงินอันเนื่องมาจากการแก้ไขเพิ่มเติมแบบซึ่งโจทก์ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปก่อน ขอให้จำเลยที่ 2 หาทางช่วยเหลือโดยจัดสรรเงินให้เพื่อเร่งดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 ตามเอกสารหมาย จ.9 เมื่อจำเลยที่ 2 รับเอกสารดังกล่าวแล้วบอกว่าจะจัดการให้ภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2542 แต่ในที่สุดจำเลยที่ 2 ก็ไม่ชำระ การทิ้งงานของโจทก์จึงเกิดขึ้นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าก่อสร้างส่วนที่เพิ่มขึ้นตามแบบแปลนใหม่ทั้ง ๆ ที่โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยที่ 1 จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาแต่ฝ่ายเดียว ต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ในส่วนของงานที่เพิ่มเติมและอื่น ๆ ตามเอกสารหมาย จ.9 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดและชอบแล้วซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ 10,000 บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8605/2552 บริษัทมุ่งมั่นวัฒนา จำกัด โจทก์ บริษัทฟลอร์เอฟเวอร์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทมุ่งมั่นวัฒนา จำกัด · จำเลย - บริษัทฟลอร์เอฟเวอร์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เฉลียว พลวิเศษ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 163/2491ฎีกา 1609-1610/2519ฎีกา 2923/2525ฎีกา 5459/2537ฎีกา 2467/2526ฎีกา 2821/2522ฎีกา 390/2536ฎีกา 560/2553ฎีกา 144/2535ฎีกา 6344/2549ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1561/2529ฎีกา 6239/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 3601/2538ฎีกา 615/2531ฎีกา 1627/2505ฎีกา 2750/2519ฎีกา 3408/2530ฎีกา 3517/2531ฎีกา 13705/2556ฎีกา 1025/2538ฎีกา 4564/2543ฎีกา 8543/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ