⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 13041/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13041/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เยาว์เต็มใจออกจากบ้านของผู้ปกครองไปอยู่กับบุคคลอื่น และผู้ปกครองมิได้ใส่ใจติดตาม ผู้เยาว์ย่อมไม่อยู่ในความปกครองดูแลของผู้ปกครองอีกต่อไป การกระทำของบุคคลอื่นที่พาผู้เยาว์ไปกระทำชำเราในภายหลัง จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากผู้ปกครอง

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่จำเลยชักชวนนางสาว ว. ไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน ผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาไม่ยินยอม แต่นางสาว ว. ไม่เชื่อฟังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าและจำเลยมารับไป หลังจากนั้นหลายเดือน นางสาว ว. ไม่ได้กลับมาบ้านและไม่ได้ส่งข่าวมาที่บ้านเลย ผู้เสียหายจึงไม่ทราบว่านางสาว ว. อยู่ที่ใด แสดงว่านางสาว ว. เต็มใจออกจากบ้านผู้เสียหายไปพักอาศัยอยู่ที่อื่นตั้งแต่ก่อนวันเกิดเหตุตามฟ้อง และบิดามารดามิได้ใส่ใจติดตาม นางสาว ว. จึงไม่อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาแล้ว การที่จำเลยหลอกพานางสาว ว. ไปกระทำชำเราในเวลาต่อมา จึงไม่เป็นการพรากนางสาว ว. ไปเสียจากบิดามารดา ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตาม ป.อ. มาตรา 318

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.318

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 และนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1495/2547 ของศาลอาญาธนบุรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ให้จำคุก 5 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1495/2547 ของศาลอาญาธนบุรีนั้น โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าคดีอาญาดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ อย่างไร จึงไม่นับโทษต่อให้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า นางสาววีนา ผู้เยาว์เป็นบุตรของนายบุญยืน และนางสงวนวงศ์ ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 17 ปีเศษ ส่วนจำเลยรับราชการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อนางสาววีนาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2545 จำเลยชักชวน และช่วยเหลือนางสาววีนาให้ได้เข้าทำงานเป็นครูช่วยสอนนักเรียนอนุบาลที่โรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ โดยตอนแรกยังพักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายในตำบลหอมเกร็ด อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษหรือไม่ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางสาววีนาพยานโจทก์ได้ความว่า เมื่อนางสาววีนาเข้าทำงานที่โรงเรียนวัดอ้อมใหญ่ในปี 2545 แล้วประมาณ 7 ถึง 8 เดือนก็ลาออก โดยอ้างว่าถูกจำเลยลวนลาม แต่ต่อมาประมาณ 3 เดือน จำเลยชวนกลับเข้าทำงานใหม่เป็นครูรับจ้างช่วยสอนค่าจ้างวันละ 200 บาท นางสาววีนาก็กลับเข้าทำงานต่อมาจำเลยชักชวนไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน แต่บ้านพักครูเต็ม จำเลยจึงชวนไปพักอาศัยที่บ้านใหม่อพาร์ตเมนต์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้และนางสาววีนาเบิกความอีกว่า ต่อมาต้นเดือนมีนาคม 2546 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา อันเป็นวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่พยานสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนจำเลยมาบอกให้พยานไปบริจาคหนังสือตามโรงเรียนอื่น ๆ กับจำเลย โดยใช้รถยนต์ตู้เป็นพาหนะไปและไปด้วยกันเพียง 2 คน แต่จำเลยขับรถพาเข้าไปที่โรงแรมฟอลโลอินทร์ในเมืองนครปฐมแล้วข่มขืนกระทำชำเรานางสาววีนา และหลังจากนั้นจำเลยยังหลอกพานางสาววีนาไปกระทำชำเราอีก 4 ครั้ง โดยนางสาววีนาไม่ยินยอม และผู้เสียหายก็เบิกความว่าตอนที่จำเลยชักชวนนางสาววีนาไปพักอาศัยที่บ้านพักครูประจำโรงเรียน ผู้เสียหายไม่ยินยอม แต่นางสาววีนาไม่เชื่อฟังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า และจำเลย ก็มารับนางสาววีนาไปอยู่ที่บ้านพักครูและยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากนางสาววีนาออกจากบ้านไปแล้วหลายเดือน นางสาววีนาไม่ได้กลับมาบ้านและไม่ได้ส่งข่าวมาที่บ้านเลย จึงไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด พฤติการณ์ตามคำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวแสดงว่านางสาววีนาเต็มใจออกจากบ้านผู้เสียหายไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านใหม่อพาร์ตเมนต์ตั้งแต่ก่อนวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องและบิดามารดาก็มิได้เอาใจใส่ติดตาม ดังนี้ตั้งแต่วันที่นางสาววีนาไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวตลอดมาจนถึงวันเกิดเหตุนั้นนางสาววีนาไม่ได้อยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดาแล้ว ดังนี้แม้หากจะฟังว่าจำเลยหลอกพานางสาววีนาไปกระทำชำเราตามที่นางสาววีนากล่าวอ้างก็ตาม การกระทำของจำเลยก็ไม่เป็นการพรากนางสาววีนาไปเสียจากบิดามารดา จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยหลอกพานางสาววีนาไปข่มขืนกระทำชำเราที่โรงแรมหรือไม่และฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เยาว์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13041/2553 พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม โจทก์ นายบัณฑิต เสาวคนธ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม · จำเลย - นายบัณฑิต เสาวคนธ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · ยงยุทธ สุเรนทร์รังสิกุล · ชัยยันต์ ศุขโชติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครปฐม - นายกฤติ วีระศักดิ์อำไพ · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประมุข อธิคมกมลาศัย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5228/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1203/2482ฎีกา 3849/2533ฎีกา 1514/2532ฎีกา 5165/2548ฎีกา 2375/2541ฎีกา 977/2514ฎีกา 3997/2526ฎีกา 119/2517ฎีกา 932/2555ฎีกา 264/2484ฎีกา 3095/2526ฎีกา 5844/2552ฎีกา 1062/2484ฎีกา 795/2478ฎีกา 4465/2530ฎีกา 582/2527ฎีกา 460/2488ฎีกา 3856/2546ฎีกา 196/2479ฎีกา 3279/2528ฎีกา 809/2466ฎีกา 122/2533ฎีกา 857/2466ฎีกา 421/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา