⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15717/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งเอาทรัพย์ไปโดยเจตนาทุจริต ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานลักทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความผิดฐานปล้นทรัพย์. ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยในฐานความผิดที่ถูกต้อง แม้จะเบากว่าที่โจทก์ฟ้อง หรือลงโทษจำเลยที่มิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์เช่นเดียวกับจำเลยที่ฎีกา หากเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาบุกรุกเข้าไปทำร้ายคนในบ้านผู้เสียหาย เมื่อไม่พบก็นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเผา มิใช่มุ่งเอาประโยชน์จากทรัพย์จึงไม่ใช่เอาทรัพย์ไปโดยเจตนาทุจริต ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 กับพวกอีกประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายในเวลากลางคืนและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและกลับออกไปพร้อมนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยกัน เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (3) แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 364 จึงมิอาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฐานความผิดดังกล่าวซึ่งมีโทษหนักกว่าที่โจทก์ขอและถือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 364 เท่านั้น จำเลยที่ 2 กับพวกเผารถจักรยานยนต์เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งเป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปจะทำร้ายบุคคลที่อยู่ในบ้านผู้เสียหาย จึงเป็นความผิดต่างกรรมกัน แต่ข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานปล้นทรัพย์และฐานทำให้เสียทรัพย์ มิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ถูกต้อง และมีบทลงโทษเบากว่าที่โจทก์ฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แต่กระทำความผิดฐานบุกรุกและ ทำให้เสียทรัพย์ ย่อมเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกระทำผิดแต่มิได้ฎีกาให้ได้รับประโยชน์ดุจจำเลยที่ 2 ผู้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.213 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340 ประมวลกฎหมายอาญา ม.358 ประมวลกฎหมายอาญา ม.364 ประมวลกฎหมายอาญา ม.365

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 364, 83, 91, 32, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่ผู้เสียหายเป็นเงินจำนวน 18,000 บาท ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 364 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต กรณีเมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วไม่อาจปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ได้อีก นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 6 เดือน ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 18 ปี (ที่ถูก ไม่เกิน 20 ปี) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานปล้นทรัพย์ จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน ฐานมีและพาอาวุธปืนจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์ 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ริบของกลางยกเว้นรถจักรยานยนต์ 4 คัน ให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83, 76 จำคุก 16 ปี รวมกับโทษฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก 16 ปี 8 เดือน ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ 2 คน คือ ผู้เสียหายและนายวรรณชัย ซึ่งเป็นน้องชายผู้เสียหายมาเบิกความสอดคล้องกันในส่วนที่ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกมาที่บ้านผู้เสียหายถามหานายก้อยเพื่อนของนายวรรณชัย ผู้เสียหายตอบว่าไม่อยู่ จำเลยที่ 1 แสดงกริยาไม่พอใจ ทำท่าจะชักอาวุธปืนและบอกว่าจำรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน สงขลา 9 ก - 4469 ของผู้เสียหายที่นายก้อยเอาไปขับได้ แม้ผู้เสียหายกับนายวรรณชัยจะเบิกความแตกต่างกันบ้างในส่วนที่ผู้เสียหายบอกว่าไม่เห็นว่าจำเลยที่ 2 พกพาอาวุธ และจำไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 จะร่วมเข็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากบ้านหรือไม่ แต่นายวรรณชัยเบิกความว่า จำเลยที่ 2 ยืนถือมีดยาวประมาณ 1 ช่วงแขน อยู่ใกล้ๆ กับจำเลยที่ 1 และได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 เข็นรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยนั้น เห็นว่า ความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดเกี่ยวกับอากัปกริยาของคนร้ายแต่ละคนเท่านั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ พยานโจทก์ทั้งสองปากต่างก็ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน แต่เบิกความสอดคล้องและยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กับพวกบุกรุกเข้าไปที่บ้านผู้เสียหาย แล้วนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป แม้เหตุจะเกิดเวลากลางคืน แต่จากภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ ภาพที่ 1 และที่ 2 หน้าบ้านที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นที่โล่ง มีแสงสว่างจากไฟนีออนหลอดยาวที่ติดอยู่ที่หน้าบ้าน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยยืนพูดกับจำเลยที่ 1 เป็นเวลานานพอสมควรก่อนที่กลุ่มคนร้ายจะออกไปจากบ้านพร้อมรถจักรยานยนต์ ย่อมมีโอกาสที่จะเห็นและจดจำรูปร่าง ลักษณะใบหน้าคนร้ายได้ นอกจากนี้ ได้ความจากผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่า นอกจากจำเลยที่ 1 ที่พูดจาตะคอกแล้ว กลุ่มวัยรุ่นที่ร่วมด้วยยังแสดงอาการเสียงดังข่มขู่ผู้เสียหายด้วย โดยที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้พูดกับผู้เสียหายถามหานายก้อยพร้อมแสดงกริยาทำท่าจะชักอาวุธปืน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยย่อมต้องมุ่งความสนใจมาที่จำเลยที่ 1 มากกว่าจะจดจำพฤติกรรมของคนร้ายคนอื่น คำเบิกความส่วนนี้จึงอาจแตกต่างกันได้บ้าง การที่รถจักรยานยนต์สองคันที่จอดอยู่หน้าบ้านถูกกรีดเบาะนั่งได้รับความเสียหาย ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ในกลุ่มคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุจะต้องมีคนหนึ่งคนใดมีอาวุธมีคม หลังเกิดเหตุไม่นาน เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งเหตุแล้วก็ติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับพวกได้ภายในเวลากระชั้นชิดไล่เลี่ยกันที่ชุมชนบ่อนวัวโดยได้พบเศษกระบอกโช้กอัพด้านหน้ารถจักรยานยนต์ที่บริเวณนั้น ซึ่งผู้เสียหายดูแล้ว ก็ยืนยันว่าเป็นของผู้เสียหาย จากนั้น เมื่อนำตัวจำเลยทั้งสองกับพวกมาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสงขลา ร้อยตำรวจเอกธนนันท์ พนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า จากการสอบคำให้การ ผู้เสียหายยืนยันว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายยืนคุยกับจำเลยทั้งสองกับพวกตามบันทึกคำให้การ ซึ่งแม้ในบันทึกคำให้การดังกล่าวจะระบุเฉพาะชื่อจำเลยที่ 1 โดยมิได้ระบุชื่อจำเลยที่ 2 แต่ผู้เสียหายก็ได้ให้การไว้แล้วว่าคนร้ายคือจำเลยที่ 1 กับพวก ตรงกับบันทึกคำให้การของนายวรรณชัย พวกของจำเลยที่ 1 ก็หมายความรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย หาใช่ว่าในชั้นสอบสวน ผู้เสียหายและนายวรรณชัยจะไม่ได้กล่าวพาดพิงถึงจำเลยที่ 2 แต่อย่างใดไม่ และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนและทำให้เสียทรัพย์ แม้จำเลยที่ 2 จะให้การปฏิเสธทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จำเลยที่ 2 ก็ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 นำชี้สถานที่เกิดเหตุจุดที่จำเลยทั้งสองกับพวกประมาณ 20 คน จอดรถจักรยานยนต์ก่อนที่จำเลยทั้งสองกับพวกจะขึ้นไปที่บ้านผู้เสียหายเพื่อตามหานายก้อย และชี้แสดงจุดที่จำเลยที่ 2 ยืนอยู่ตามวันเวลาเกิดเหตุ โดยมีพวกที่มาด้วยกันทั้งหมดยืนเรียงรายรอบทางเดินและรอบๆ บ้านผู้เสียหายและจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อรับรองไว้ ตามบันทึกการนำชี้ ที่เกิดเหตุ ภาพที่ 4 และ ภาพที่ 5 เจือสมกับพยานหลักฐานตามทางนำสืบโจทก์ว่าจำเลยที่ 2 อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกขณะเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบอ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยที่ 2 อยู่ที่จังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปบอกว่านายรัตนะ ถูกแทง จำเลยที่ 2 จึงเดินทางมาจังหวัดสงขลาและพักอยู่บ้านมารดา วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ไปนั่งดื่มสุรากับกลุ่มเพื่อนที่ซอย 10 ถนนทะเลหลวง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา จนถึงเวลาประมาณ 3 นาฬิกา มีผู้โทรศัพท์แจ้งคนในกลุ่มเพื่อนว่านายรัตนะถูกทำร้าย จึงชวนกันไปที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ไปถึงปากทางเข้าบ้านแล้วรออยู่โดยไม่ได้ขึ้นไปบริเวณบ้านผู้เสียหายประมาณ 10 นาที จึงขับรถออกมากลับไปนั่งดื่มสุราต่อแล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ไปส่งเพื่อนที่ชุมชนบ่อนวัวและถูกจับกุม นั้น แต่ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การไว้ ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยที่ 2 พบกับนายรัตนะพากันขับรถเที่ยวมองหาเพื่อน ๆ จนเวลาประมาณ 21 นาฬิกาจำเลยที่ 2 พบกับกลุ่มเพื่อนมีรถจักรยานยนต์อีก 7 คัน เป็นยานพาหนะไปตั้งวงดื่มสุรากันบริเวณชายทะเลตรงข้ามป้อมตำรวจสายตรวจวชิราจนเวลาประมาณ 1.30 นาฬิกา จำเลยที่ 2 กับพวกรวม 20 คน ใช้รถจักรยานยนต์ 8 คัน โดยจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์มีนายรัตนะนั่งซ้อนท้ายพากันไปที่หมู่บ้านเขาแก้ว ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อไปตามหานายก้อย จากนั้นได้ไปที่บริเวณเชิงเขาตรงประตูทางเข้า - ออก ด้านหลังสถาบันราชภัฏสงขลา จากนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งออกมาเปิดไฟหน้าบ้าน จำเลยที่ 2 จึงรีบลงมา ซึ่งแตกต่างกันทั้งยังต่างจากที่นายรัตนะเบิกความเป็นพยานจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากบ้านและเป็นผู้ยิงปืนทั้งสองนัด โดยอ้างว่าวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองไม่ได้ไปที่เกิดเหตุ หลังจากที่นายรัตนะกับพวกนำรถจักรยานยนต์ไปเผาแล้วก็ไปรวมตัวกันที่ชุมชนบ่อนวัว จำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา นายรัตนะจึงเรียกให้หยุด จากนั้นเจ้าพนักงานจึงเข้ามาจับกุม ข้ออ้างตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงเป็นพิรุธไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดตามฟ้อง อย่างไรก็ตาม ความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นรวมความผิดฐานลักทรัพย์อยู่ในตัว ดังนั้น ในการวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และพวกกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้องหรือไม่ นั้น จำต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า จำเลยทั้งสองกับพวกมีเจตนาเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริตหรือไม่ ปัญหานี้ ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยทั้งสองฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายรัตนะ เพื่อนของจำเลยทั้งสองถูกนายก้อยทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ไปบอกจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 2 จึงมาที่จังหวัดสงขลาแล้วได้พบกับนายรัตนะและจำเลยที่ 1 จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกไปที่บ้านผู้เสียหายถามหานายก้อย เมื่อผู้เสียหายบอกว่านายก้อยไม่อยู่ จำเลยที่ 1 แสดงอาการไม่พอใจและบอกว่าจำรถจักรยานยนต์ ซึ่งหมายถึงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่นายก้อยนำไปขับขี่ก่อนเกิดเหตุ เมื่อไม่พบตัวนายก้อย จำเลยทั้งสองกับพวกจึงร่วมกันนำรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวออกไปจากบ้านผู้เสียหายจนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกา มีผู้พบรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถูกเผาเสียหาย ตามภาพถ่ายที่ 6 ถึง 13 ตามรูปคดี เชื่อว่า จำเลยทั้งสองกับพวกบุกรุกเข้าไปบริเวณบ้านผู้เสียหายโดยมีเจตนาตามหานายก้อยที่เคยมีเรื่องโกรธแค้นกันมาก่อนเพื่อล้างแค้น เมื่อไม่พบ แต่เห็นรถจักรยานยนต์ที่นายก้อยเคยขับขี่ จึงนำรถจักรยานยนต์ออกไปและเผาทำลายเสียในเวลาไล่เลี่ยกันเพียงคันเดียวทั้งๆ ที่ขณะนั้นที่หน้าบ้านผู้เสียหายมีรถจักรยานยนต์จอดอยู่อีกสองคัน แต่จำเลยทั้งสองกับพวกก็มิได้เอาไป เพียงแต่กรีดเบาะที่นั่งจนขาดเท่านั้น หากจำเลยที่ 2 กับพวกต้องการทรัพย์สินก็น่าที่จะเอาไปหมดทั้งสามคัน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 และพวกไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาทรัพย์สินดังกล่าวไปเป็นของตนเองหรือพวกพ้อง แต่เป็นการที่จำเลยที่ 2 และพวกกระทำไปเพราะต้องการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ กร่างหรือคึกคะนองตามนิสัยวัยรุ่นที่มีความประพฤติไม่เรียบร้อยเพื่อจะล้างแค้นคู่อริ มิใช่เป็นการมุ่งหมายเพื่อจะได้ประโยชน์จากทรัพย์ดังกล่าวแต่ประการใด จึงเป็นการกระทำที่ขาดเจตนาจะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และพวกมีเจตนา ลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ การที่จำเลยที่ 2 กับพวกอีกประมาณ 10 คน บุกรุกเข้าไปในบริเวณบ้านพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายในเวลากลางคืนและใช้อาวุธปืนขู่เข็ญว่าจะทำร้ายผู้เสียหายและกลับออกไปพร้อมนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปด้วยนั้น เป็นการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) (3) แต่เนื่องจากโจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 กรณีจึงมิอาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฐานความผิดดังกล่าวซึ่งมีโทษหนักกว่าที่โจทก์ขอและถือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษ จึงลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันนำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่เคยเห็นนายก้อยขับขี่ออกไปแล้วเผาทำลายเสียหายเป็นลักษณะว่าทำคนไม่ได้ก็ทำลายของ เป็นเจตนาแยกต่างหากจากเจตนาแรกที่บุกรุกเข้าไปจะทำร้ายนายก้อย และเป็นการทำให้รถจักรยานยนต์อันเป็นทรัพย์ของผู้เสียหายเสื่อมค่า ไร้ประโยชน์ จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันกับพวกทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 อีกกระทงหนึ่ง ซึ่งข้อแตกต่างระหว่างความผิดฐานปล้นทรัพย์และความผิดฐานทำให้ เสียทรัพย์นั้น มิได้แตกต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 2 ก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 ในฐานความผิดที่ถูกต้องและมีบทลงโทษเบากว่าที่โจทก์ฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และพวกกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ พฤติการณ์การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเหตุลักษณะคดี ซึ่งมีผลถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้ฎีกาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364, 358 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิด จำเลยทั้งสองอายุ 18 ปี เศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานบุกรุก จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานทำให้เสียทรัพย์จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนแล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 ปี 8 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคารถจักรยานยนต์ 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15717/2553 พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา โจทก์ นายอรรถพร ศรีหาวงษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา · จำเลย - นายอรรถพร ศรีหาวงษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์ · ไชยยงค์ คงจันทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสงขลา - นายบุญจวน พานิช · ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3293/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2480/2538ฎีกา 845/2543ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 726/2487ฎีกา 901/2480ฎีกา 18654/2555ฎีกา 4519/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา