⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 15843/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15843/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 228 ผู้กระทำต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะนำหลักการเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 วรรคสอง มาปรับใช้ไม่ได้

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.อ. มาตรา 228 จำเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยกเอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามมาตรา 59 วรรคสอง มาใช้ไม่ได้ ที่นาของผู้เสียหายทั้งสองอยู่สูงกว่าที่นาของจำเลยและมีทางออกสู่คลองส่งน้ำสาธารณะได้ ที่นาของจำเลยซึ่งเป็นที่ลุ่มรองรับน้ำตามธรรมชาติที่ไหลมาจากที่สูงระบายลงสู่คลองส่งน้ำสาธารณะ การที่เจ้าของที่นาของผู้เสียหายที่ 1 ขุดร่องน้ำผ่านที่นาของตนไปยังที่นาของจำเลยทำให้น้ำระบายเข้าสู่ที่นาของจำเลยโดยตรงและไม่ใช่น้ำที่ระบายลงมาสู่ที่ต่ำโดยธรรมชาติ ที่นาของจำเลยจึงมีน้ำท่วมขังตลอดปีเพราะไม่สามารถระบายน้ำออกไปสู่คลองส่งน้ำสาธารณะได้ จำเลยถมดินลงไปในที่นาของตนเองปิดกั้นทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายมาจากร่องระบายน้ำดังกล่าวท่วมที่นาของจำเลย ผู้เสียหายทั้งสองไม่ทำการระบายน้ำออกคลองส่งน้ำสาธารณะซึ่งง่ายและสะดวกกว่าที่จะให้น้ำในที่นาของตนระบายออกโดยทางร่องน้ำที่ขุดขึ้น การกระทำของจำเลยไม่มีเจตนาทำให้เกิดอุทกภัยแก่ที่นาของผู้เสียหายทั้งสองตามมาตรา 228 จึงไม่เป็นความผิด แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.228

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 7,500 บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัด การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสองเบิกความเป็นพยาน นายลอม นุ่มมีชัย เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ร่องระบายน้ำ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือทางราชการขุดเพื่อให้เป็นร่องระบายน้ำสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกันแต่ประการใด แต่เกิดจากนายลอมเป็นผู้ดำเนินการขุดด้วยตนเองเพื่อระบายน้ำจากคลองส่งน้ำสาธารณะเข้าสู่ที่ดินของตนเป็นประโยชน์สำหรับตนเองในการทำนาโดยแท้ หากมีน้ำในที่นาของผู้เสียหายที่ 2 ท่วมมากก็สามารถเปิดระบายน้ำออกไปที่คลองส่งน้ำสาธารณะได้ มีการปิดกั้นคลองไส้ไก่ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของที่นาจำเลย โดยเจ้าของที่นาที่อยู่ติดกับที่นาของจำเลยทำให้น้ำท่วมที่นาของจำเลย คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่าจำเลยไม่สามารถทำนาในที่นาของตนเองมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เนื่องจากมีน้ำระบายมาจากร่องระบายน้ำ ทำให้น้ำท่วมที่นาของจำเลย ข้อเท็จจริงในคดีฟังเป็นยุติได้ว่า ที่นาที่ผู้เสียหายทั้งสองทำนาอยู่นั้นมีสภาพเป็นที่สูงกว่าที่นาของจำเลยซึ่งมีสภาพเป็นที่ลุ่มรองรับน้ำตามธรรมชาติที่ไหลมาจากที่สูงระบายลงสู่คลองไส้ไก่ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำสาธารณะ แต่การที่นายลอมขุดร่องระบายน้ำผ่านที่นาของตนตรงไปยังที่นาของจำเลย ทำให้น้ำระบายจากที่นาของนายลอมเข้าสู่ที่นาของจำเลยโดยตรงและไม่ใช่น้ำที่ระบายลงมาสู่ที่ต่ำโดยธรรมชาติ ที่นาของจำเลยจึงมีน้ำท่วมขังตลอดปีเพราะไม่สามารถระบายน้ำออกไปสู่คลองไส้ไก่ได้เนื่องจากมีการปิดกั้นคลองไส้ไก่ ศาลฎีกาเห็นว่า เพื่อให้เกิดอุทกภัยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 228 นี้ จำเลยจะต้องมีเจตนาให้เกิดอุทกภัยโดยตรง จะยกเอาการเล็งเห็นผลของการกระทำตามมาตรา 59 วรรคสอง มาใช้ไม่ได้ แต่เจตนาของบุคคลเป็นเรื่องในใจต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นเรื่องๆ ไปเป็นเครื่องชี้เจตนา สำหรับเรื่องนี้ตามพฤติการณ์ที่กล่าวข้างต้น แสดงว่าการที่จำเลยถมดินลงในที่นาของตนเองปิดกั้นทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายมาจากร่องระบายน้ำท่วมที่นาของจำเลย เนื่องจากที่นาของจำเลยเป็นที่ลุ่มจำเลยกระทำการดังกล่าวก็เพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังที่นาของตนซึ่งมีน้ำท่วมขังทำนาไม่ได้เป็นเวลา 5 ปีแล้ว ส่วนที่นาของผู้เสียหายทั้งสองเป็นที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังมีทางระบายน้ำออกสู่คลองส่งน้ำสาธารณะได้ แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ทำการระบายน้ำออกคลองส่งน้ำสาธารณะดังกล่าว เพราะเป็นการง่ายและสะดวกกว่าที่จะให้น้ำในที่นาของตนระบายออกโดยทางร่องระบายน้ำที่นายลอมเป็นผู้ดำเนินการขุดขึ้นเอง หลังเกิดเหตุจำเลยก็เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนและให้การปฏิเสธมาโดยตลอด จึงเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยไม่ได้ตั้งใจให้เกิดอุทกภัยแก่ที่นาของผู้เสียหายทั้งสองพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยเจตนาทำให้เกิดอุทกภัยแก่ที่นาของผู้เสียหายทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 228แม้จำเลยมิได้ฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15843/2553 พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ โจทก์ นายประสิทธิ์ เอี่ยมต้นเค้า จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์ · จำเลย - นายประสิทธิ์ เอี่ยมต้นเค้า
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)กษิดิ์เดช จีนสลุต · ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · ไสลเกษ วัฒนพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ - นายสุวัชร อุษณาวฒน์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายจรูญ ชีวิตโสภณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4403/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 7201/2568ฎีกา 11/2539ฎีกา 6505/2555ฎีกา 635/2485ฎีกา 6344/2551ฎีกา 3310/2541ฎีกา 472/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา