คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2553
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์โดยใช้อาวุธและยานพาหนะ เป็นกรรมเดียวกันกับการลักทรัพย์โดยใช้อาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ
ย่อคำพิพากษา
ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กิริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วย การที่จำเลยกับพวกซึ่งมีอาวุธร่วมกันลักโทรศัพท์มือถือโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ จึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้อาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ บทหนึ่งและร่วมกันลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้อาวุธและยานพาหนะตาม ป.อ. มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ อีกบทหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันแต่ผิดกฎหมายหลายบท
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336, 336 ทวิ
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง, 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 การกระทำของจำเลยเป็นเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะ อันเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยยังเป็นผู้เยาว์ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ประกอบด้วยการลักทรัพย์โดยใช้กริยาฉกฉวยเอาซึ่งหน้า จึงรวมการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ด้วยเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยกับพวกซึ่งมีอาวุธร่วมกันลักทรัพย์มือถือโดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการร่วมกันลักทรัพย์ โดยใช้อาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ บทหนึ่ง และร่วมกันลักทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานร่วมกันวิ่งราวทรัพย์โดยใช้อาวุธและยานพาหนะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ อีกบทหนึ่งซึ่งเป็นกรรมเดียวกันแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ต้องลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยมีอาวุธในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเป็นบทหนัก เป็นการใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดอันเป็นการชอบแล้ว และเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มิได้วินิจฉัยนอกประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3612/2553
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นายอภิชาติ ผดุงดี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นายอภิชาติ ผดุงดี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วรพจน์ วิไลชนม์ · อนันต์ ชุมวิสูตร · นิพนธ์ ใจสำราญ |
| แหล่งที่มา | สำนักวิชาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ