⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3840/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3840/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม แม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความจะแตกต่างจากที่โจทก์ฟ้องในรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกพรากไป แต่หากจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

ย่อคำพิพากษา

การพรากเด็กอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม คือการพรากไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล แม้ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายจะไม่ได้พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา เนื่องจากไปทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารสาวสระแก้วที่จังหวัดชุมพรก็ตาม แต่บิดาของผู้เสียหายได้มอบหมายให้ พ. ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารสาวสระแก้วเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านของจำเลยและต่อมาได้กระทำชำเราผู้เสียหายจึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว แม้ตามคำฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากผู้เสียหายไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้โต้เถียงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีว่าจำเลยไม่ใช่คนร้ายที่กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าว ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.277 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 9 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหาย เกิดเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2527 ขณะเกิดเหตุมีอายุ 14 ปีเศษ ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายออกจากบ้านที่จังหวัดสระแก้วไปทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารสาวสระแก้วที่จังหวัดชุมพร โดยนายวิทได้มอบหมายให้นางไพจิตร์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารสาวสระแก้วเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2541 จำเลยได้พาผู้เสียหายไปที่บ้านของจำเลย และขณะที่ผู้เสียหายอยู่ที่บ้านของจำเลยระหว่างวันที่ 5 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม 2541 จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย 2 ครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายโดยสำคัญผิดในข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยไม่รู้ว่าผู้เสียหายมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยจะสำคัญผิดในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของผู้เสียหายหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างและนำสืบพยานหรือแม้กระทั่งถามค้านพยานโจทก์ในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด โดยจำเลยเพิ่งจะยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และศาลชั้นต้นได้สั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปนี้มีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่ เห็นว่า การพรากเด็กอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม คือ การพรากเด็กไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล แม้ขณะเกิดเหตุคดีนี้ผู้เสียหายจะไม่ได้พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาเนื่องจากไปทำงานเป็นพนักงานในร้านอาหารสาวสระแก้วที่จังหวัดชุมพรก็ตามแต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ว่า บิดาของผู้เสียหายได้มอบหมายให้นางไพจิตร์ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารสาวสระแก้วเป็นผู้ดูแลผู้เสียหาย การที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ้านของจำเลยและต่อมาก็ได้กระทำชำเราผู้เสียหาย จึงเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจารแล้ว และแม้คดีนี้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเป็นการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจารก็ตาม ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่ข้อสาระสำคัญแต่อย่างใด อีกทั้งคดีนี้จำเลยได้โต้เถียงข้อเท็จจริงในประเด็นแห่งคดีแต่เพียงว่า จำเลยไม่ใช่คนร้ายที่กระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจึงมิได้หลงต่อสู้ในข้อดังกล่าวด้วย ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3840/2553 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นายพิมลหรือว่านหรือหวาน แก้วนพภา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร · จำเลย - นายพิมลหรือว่านหรือหวาน แก้วนพภา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธนัท วิรบุตร์ · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พินิจ สุเสารัจ
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4810/2542ฎีกา 2480/2538ฎีกา 7083/2538ฎีกา 99/2541ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 681/2491ฎีกา 4180/2548ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 2186/2550ฎีกา 20/2491ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 6911/2544ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ