คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6822/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกักขังแทนโทษจำคุกที่ศาลกำหนดไว้ตามคำพิพากษา สามารถนับโทษต่อจากคดีอื่นได้ตาม ป.อ. มาตรา 22 โดยพิจารณาจากคดีที่พิพากษาในภายหลังเป็นหลัก
ย่อคำพิพากษา
เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย แต่โทษจำคุกจำเลยไม่เกินสามเดือน จึงให้ลงโทษกักขังแทน ตาม ป.อ.มาตรา 23 และกำหนดวันเวลากักขังคงเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ดังนั้นเมื่อโทษกักขังเป็นเพียงโทษที่ลงแทนโทษจำคุก ศาลจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 22 ให้นับโทษกักขังติดต่อกันได้
แม้โจทก์จะขอให้นับโทษต่อในคดีซึ่งมิได้อุทธรณ์ก็ตาม แต่การที่จะนับโทษต่อกันนั้นต้องพิจารณาจากคดีที่พิพากษาในภายหลังว่าจะนับโทษต่อได้หรือไม่ ดังนั้น คดีที่ต้องอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาเรื่องการนับโทษต่อ จึงต้องเป็นคดีนี้ ซึ่งเป็นคดีที่พิพากษาในภายหลัง หาใช่อุทธรณ์ในคดีก่อนหรืออุทธรณ์พร้อมกันทั้งสองคดีไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์ · จำเลย - นายประทุม น้อยกลิ่น กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล · สิงหะ สัตยธรรม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายดนัยศักดิ์ นาควิเชียร · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายจำรูญ แสนภักดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา