⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 485/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หนังสือที่ระบุว่าเป็นการยืนยันการยกทรัพย์สินให้แก่อสังหาริมทรัพย์ของวัด และมีเจตนาจะให้มีผลสมบูรณ์แม้ผู้ทำจะถึงแก่กรรม ถือเป็นหนังสือแสดงเจตนาที่สมบูรณ์ในการยกทรัพย์สินให้แก่วัดนั้น

ย่อคำพิพากษา

แม้ในตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่า "หนังสือพินัยกรรม" แต่ไม่มีพยาน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรอง จึงไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย และหนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า ข้าพเจ้า ล. หรือ ช. ได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้วัดวังก์พงในปีที่วัดวังก์พงได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถนั้น... เนื่องจากทราบว่าเอกสาร น.ส.3 ที่ได้ถวายได้สูญหายไปจากวัดวังก์พงเมื่อปี 2525 และยังติดตามไม่พบและในเอกสารยังมีชื่อของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่ดินแปลงดังกล่าวและหากข้าพเจ้าถึงแก่กรรมขอให้ถือหนังสือฉบับนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป ตามข้อความในเอกสารดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือยืนยันการยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งในปัจจุบันขณะทำหนังสือดังกล่าวจนถึงว่าหากถึงแก่กรรมก็ยังยืนยันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของ ล. ที่ยืนยันว่ามีเจตนายกที่ดินพิพาทให้โจทก์มาตั้งแต่แรกจนถึงขณะทำหนังสือดังกล่าว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ล. ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วที่ดินพิพาทจึงเป็นธรณีสงฆ์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.521 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.523 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1656

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 306 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื้อที่ดิน 15 ไร่ ให้เป็นชื่อของวัดโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า เอกสารหมาย จ.7 เป็นหนังสือพินัยกรรมหรือเป็นหนังสือยกให้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ได้ตรวจดูเอกสารหมาย จ.7 แล้ว แม้ในตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่า "หนังสือพินัยกรรม" แต่มีข้อความว่า "ข้าพเจ้านางละม้าย หรือชม้าย ได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้วัดวังก์พง ในปีที่วัดวังก์พงได้วางศิลาฤกษ์สร้างพระอุโบสถนั้น ข้าพเจ้าและชาวนครปฐมได้ร่วมกันซื้อที่ดินทิศเหนือติดนางอร ในปัจจุบันความยาวประมาณ 8 เส้น ทิศใต้จดที่นายทอง นางบุญเก็บ ที่ได้ถวายวัดวังก์พงไว้แล้ว ........................................................................ เนื่องจากทราบว่าเอกสาร น.ส.3 ที่ได้ถวายได้สูญหายไปจากวัดวังก์พง เมื่อปี 2525 และยังติดตามไม่พบ และชื่อในเอกสารยังเป็นชื่อของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่แปลงดังกล่าว และหากข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรมขอให้ถือหนังสือนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป..............................." ตามข้อความในเอกสารหมาย จ.7 ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ยืนยันการยกให้ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ โดยมีข้อความว่าได้ถวายที่ดินจำนวนประมาณ 15 ไร่ ให้โจทก์ ในหนังสือดังกล่าวตอนล่างยังมีข้อความว่า เอกสาร น.ส.3 ที่ถวายได้สูญหายไป เมื่อปี 2525 ติดตามไม่พบและชื่อในเอกสารยังเป็นชื่อข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าจึงขอทำหนังสือฉบับนี้ยืนยันการถวายที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งข้อความในตอนล่างนี้เป็นการยืนยันการถวายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ส่วนตอนท้ายของเอกสารก็ยังมีข้อความระบุว่า "หากข้าพเจ้าได้ถึงแก่กรรม ขอให้ถือหนังสือนี้เป็นพินัยกรรมยืนยันการถวายมอบกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดวังก์พงต่อไป" เป็นการแสดงเจตนายืนยันของนางละม้ายว่าได้ถวายที่ดินพิพาทให้โจทก์ ทั้งในปัจจุบันขณะทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 จนถึงว่าหากถึงแก่กรรมก็ยังยืนยันยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ นางละม้ายจึงได้ทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ขึ้นมาในลักษณะดังกล่าว แม้ตอนบนของเอกสารจะมีข้อความว่าเป็นหนังสือพินัยกรรม แต่การทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ไม่มีพยาน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรอง หนังสือเอกสารหมาย จ.7 จึงไม่มีลักษณะเป็นพินัยกรรมตามกฎหมาย แต่หนังสือดังกล่าวถือได้ว่าเป็นหนังสือแสดงเจตนาของนางละม้ายที่ยืนยันว่า มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้โจทก์มาตั้งแต่แรกจนถึงขณะทำหนังสือเอกสารหมาย จ.7 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่านางละม้ายได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์เข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วที่พิพาทจึงเป็นธรณีสงฆ์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 306 เป็นชื่อโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินพิพาทไม่มีเลขที่ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อทางทะเบียนในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เล่มที่ 3 หน้า 30 สารบบเล่ม 306 ตำบลปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นชื่อโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2553 วัดวังก์พง โจทก์ นางเรณู ธนะประสพหรือชนะประสพ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นางละม้ายหรือชม้าย ทิพย์รักษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - วัดวังก์พง · จำเลย - นางเรณู ธนะประสพหรือชนะประสพในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละม้ายหรือชม้าย ทิพย์รักษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · พินิจ สุเสารัจ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ - นายมนัส ซอศรีสาคร · ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประเสริฐ นิชโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5753/2531ฎีกา 1055/2497ฎีกา 3187/2531ฎีกา 580/2492ฎีกา 271/2487ฎีกา 2026/2494ฎีกา 320/2538ฎีกา 1642/2492ฎีกา 359/2521ฎีกา 134/2513ฎีกา 86/2501ฎีกา 478/2483ฎีกา 1922/2522ฎีกา 1664-1665/2514ฎีกา 3601/2542ฎีกา 1253/2511ฎีกา 1657/2503ฎีกา 6290/2538ฎีกา 1906/2519ฎีกา 1447/2520ฎีกา 544/2500ฎีกา 119-120/2507ฎีกา 1572/2492ฎีกา 1358/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา