⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 624/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนเองโดยผู้รับฝาก (ธนาคาร) ไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ เนื่องจากเงินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของผู้รับฝากแล้ว. การกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ เป็นความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย เอกชนซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีดังกล่าว.

ย่อคำพิพากษา

การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 นั้น จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริตแต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสองเงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรมหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศกับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมอันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ ฯ มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.28 ประมวลกฎหมายอาญา ม.334 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (7), 50, 83, 84, 90, 91 พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9), 44, 46, 46 ทวิ, 46 นว (1), (3) ให้มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ประกอบการธนาคารพาณิชย์เป็นเวลา 5 ปี และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1598/2550 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองตามที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินจำนวน 500,479.46 บาท จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ 1 ไปชำระหนี้ขายลดตั๋วเงินโดยไม่มีสิทธิ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายนั้น เป็นการโต้แย้งสิทธิในทางแพ่ง ไม่มีมูลความผิดทางอาญา ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และโจทก์ทั้งสองมิใช่ผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินในบัญชีเงินฝากเป็นกรรมสิทธิ์และตกอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 สามารถบริหารจัดการเงินในบัญชีเงินฝากด้วยประการใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องคืนเงินให้ลูกค้าครบจำนวนตามที่ลูกค้านำเงินเข้าฝากด้วยประการใด ๆ ก็ได้ เพียงแต่ต้องคืนเงินให้ลูกค้าครบจำนวนตามที่ลูกค้านำเงินเข้าฝากในบัญชีเท่านั้น การเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่การเอาทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 ไป ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ และสำหรับข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) รัฐเป็นผู้เสียหายโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองประการแรกที่ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า เงินที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของโจทก์ทั้งสอง มิได้เป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต จึงมีมูลความผิดอาญาฐานลักทรัพย์นั้น เห็นว่า การกระทำที่จะครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 นั้นจะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต แต่กรณีตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ปรากฏว่าเงินจำนวนที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนไปนั้นเป็นเงินที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 ที่ฝากไว้กับจำเลยทั้งสอง เงินจำนวนดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์และอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้รับฝากย่อมมีสิทธิที่จะบริหารจัดการเงินฝากจำนวนดังกล่าวนั้นประการใดก็ได้ จำเลยทั้งสองคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินฝากตามจำนวนที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้านำเข้าฝากไว้เท่านั้น โดยจำเลยทั้งสองไม่จำต้องส่งคืนเป็นเงินจำนวนอันเดียวกับที่ฝากไว้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ทั้งสองไป การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองประการต่อมาว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการกระทำอันเป็นการเอาเปรียบโจทก์ทั้งสองอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายไม่มีเงินคงเหลืออยู่ในบัญชีเงินฝากดังกล่าว ทั้งตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) ก็ไม่ได้บัญญัติให้รัฐเป็นผู้เสียหายแต่อย่างใด ดังนั้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยทั้งสองและเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) บัญญัติห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นความผิดไว้ว่า "กระทำการใด ๆ อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศหรือแก่ประโยชน์ของประชาชนหรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็นธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินหรือเป็นการผูกขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ..." เป็นการบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมและกำกับการประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพื่อประโยชน์แก่การเศรษฐกิจและการเงินของประเทศกับเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมอันเป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์กระทำความผิดตามพระราชาบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 12 (9) โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2553 ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยีเนียริ่ง เวอร์คแอนด์คอนสตรัคท์ชั่น กับพวก โจทก์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดบางเขน เอนยีเนียริ่งเวอร์คแอนด์คอนสตรัคท์ชั่น กับพวก · จำเลย - ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ สุเสารัจ · สมศักดิ์ ตันติภิรมย์ · วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 3650/2527ฎีกา 1567/2535ฎีกา 1974/2497ฎีกา 313/2526ฎีกา 3081/2527ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 389/2542ฎีกา 337/2535ฎีกา 5138/2537ฎีกา 5090/2565ฎีกา 2794/2516ฎีกา 276/2520ฎีกา 490/2542ฎีกา 4893/2549ฎีกา 1813/2531ฎีกา 45/2484ฎีกา 10552/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ