⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9454/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การถอนฟ้องคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ไปแล้ว โดยผู้เสียหายเพียงแต่เข้าร่วมเป็นโจทก์ในภายหลัง ไม่มีผลทำให้คดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต้องระงับไปด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 ส่วนคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ป.อ. มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่คดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้ จึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 36 (3) และ 39 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.36 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.39

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 เมษายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2544 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยกับนางพรรณีที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันจัดหางานให้แก่นายจักรกฤษณ์ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นคนหางานและประสงค์ไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น โดยจำเลยกับพวกเรียกและรับเงินค่าบริการเป็นการตอบแทนอันเป็นการจัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศ โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง และจำเลยกับพวกโดยมีเจตนาทุจริต ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า จำเลยกับพวกสามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าบริการและค่าใช้จ่าย ซึ่งความจริงแล้วจำเลยกับพวกไม่สามารถหางานให้แก่ผู้เสียหายทำที่ต่างประเทศได้ และโดยการหลอกลวงดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินจำนวน 482,000 บาท ให้จำเลยกับพวก เหตุเกิดที่ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4278/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นายจักรกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2483/2546 ของศาลชั้นต้น ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาอ้างว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนางรองเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ตามเอกสารหมาย ล.1 ต่อมาโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย ตามคำร้องขอถอนฟ้องและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 เอกสารท้ายฎีกา ซึ่งทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยระงับลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า แม้ว่าก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมเคยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ต่อศาลจังหวัดนางรอง เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 เอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่คดีนี้พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 482,000 บาท แก่ผู้เสียหายต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2545 โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1307/2544 ของศาลจังหวัดนางรองที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องและศาลจังหวัดนางรองมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องจำหน่ายคดีจากสารบบความเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2545 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องและสำเนารายงานกระบวนพิจารณาท้ายฎีกา ดังนั้น ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดต่อส่วนตัวที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยนั้น โจทก์ร่วมได้ถอนฟ้องไปในภายหลังที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้และภายหลังที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีนี้อีกด้วย การถอนฟ้องดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด และย่อมไม่มีผลกระทบต่อคดีนี้ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (3) และ 39 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9454/2553 พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์ นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น โจทก์ร่วม นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์ · โจทก์ร่วม - นายจักรกฤษณ์ ชมชื่น · จำเลย - นายสมศักดิ์ ศรีกิมแก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธีระพงศ์ จิระภาค · ตรีวุฒิ สาขากร · วัส ติงสมิตร
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 361/2503ฎีกา 2200/2548ฎีกา 769/2532ฎีกา 2891/2565ฎีกา 4752/2545ฎีกา 728/2519ฎีกา 3038/2531ฎีกา 4577/2543ฎีกา 2498/2528ฎีกา 4537/2531ฎีกา 5445/2554ฎีกา 184/2542ฎีกา 4182/2530ฎีกา 1161-1163/2487ฎีกา 3905/2533ฎีกา 5137/2550ฎีกา 2683/2522ฎีกา 999/2499ฎีกา 77/2490ฎีกา 787/2532ฎีกา 7246/2543ฎีกา 4418/2548ฎีกา 1351/2567ฎีกา 958/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา