⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9650/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยร่วมกระทำความผิดกับพวก แม้จำเลยจะไม่ได้ร่วมกระทำความผิดในส่วนที่ก่อให้เกิดผลร้ายที่ร้ายแรงกว่า แต่จำเลยก็ยังต้องรับผิดในผลแห่งการกระทำของตนตามที่ได้ร่วมกระทำไป. หากการกระทำของจำเลยไม่ถึงขั้นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และคดีขาดอายุความแล้ว ไม่อาจลงโทษจำเลยได้.

ย่อคำพิพากษา

ในคดีเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายผู้ตายโดยใช้กำลังชกต่อย แม้จำเลยจะไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในภายหลัง แต่จำเลยก็ยังต้องรับผิดในการกระทำของตน อย่างไรก็ตามจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่การหรือจิตใจอย่างไร ทั้งตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียงบาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมที่บริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย 1 แผล กับที่ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก 1 แผลเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการถูกจำเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา 391 ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย ซึ่งความผิดตาม ป.อ. มาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนจึงมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.95 ประมวลกฎหมายอาญา ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 จำคุก 2 ปี ริบอาวุธมีดของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ริบของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายทำร้ายนายประสาน โดยชกต่อย และใช้อาวุธมีดของกลางฟันและแทงทำร้าย เป็นเหตุให้นายประสานถึงแก่ความตาย ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.6 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ เบิกความเป็นพยานว่า ก่อนเกิดเหตุพยานนั่งดูภาพยนตร์กลางแปลงอยู่กับผู้ตาย ต่อมาจำเลยและนายเปี๊ยกเข้ามาหาเรื่องชกต่อยพยานกับผู้ตาย พยานกับผู้ตายสู้ไม่ได้จึงแยกกันวิ่งหนีไปคนละทาง จำเลยวิ่งไล่ตามพยาน แต่พยานหลบเข้าบ้านไปได้ ส่วนนายเปี๊ยกวิ่งไล่ตามผู้ตาย จนเช้าวันรุ่งขึ้นจึงมีผู้พบศพผู้ตายถูกฟันและแทงถึงแก่ความตายบริเวณใกล้จอภาพยนตร์ เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน แต่ได้ความว่าสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์พยานโจทก์กับผู้ตายนั่งชมภาพยนตร์อยู่ห่างจากจอภาพยนตร์ประมาณ 100 เมตร เชื่อว่ามีแสงสว่างเพียงพอจะมองเห็นกันได้ในระยะใกล้ ประกอบกับสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์รู้จักจำเลยมาก่อน ทั้งการเข้าชกต่อยกันต้องอยู่ในระยะใกล้ประชิดตัว สิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ย่อมเห็นและจำจำเลยได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยด้วยเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีข้อให้ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งให้ร้ายจำเลย ทั้งโจทก์ยังมีนายทองบิดาผู้ตาย เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า หลังเกิดเหตุสอบถามสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ได้ความว่า จำเลยกับนายเปี๊ยกเป็นคนร้ายที่เข้ามาชกต่อยผู้ตายก่อนที่ผู้ตายจะวิ่งหนีไปโดยมีนายเปี๊ยกวิ่งไล่ตาม สนับสนุนคำเบิกความสิบตำรวจตรีพิเชษฐ์ให้มีน้ำหนักรับฟังได้ยิ่งขึ้น ที่จำเลยนำสืบในทำนองว่า จำเลยไปดูภาพยนตร์กลางแปลงเพียงคนเดียว ระหว่างนั้นกลุ่มคนที่นั่งข้างๆ ทะเลาะวิวาทกันแล้วมีคนวิ่งหลบหนี จำเลยจึงหลบหนีไปด้วย หลังเหตุการณ์สงบจำเลยกลับมานั่งดูภาพยนตร์ต่อไปนั้น เห็นว่า เป็นข้ออ้างที่ปราศจากพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยร่วมกับพวกทำร้ายผู้ตายโดยใช้กำลังชกต่อย แม้จำเลยจะไม่มีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในภายหลังดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่จำเลยก็ยังต้องรับผิดในการกระทำของตน อย่างไรก็ตามจากทางนำสืบของโจทก์ไม่ได้ความว่าการที่จำเลยชกต่อยผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายเกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจอย่างไร ทั้งตามรายงานการชันสูตรพลิกศพผู้ตาย เอกสารหมาย จ.6 ก็ระบุว่าผู้ตายมีเพียงบาดแผลลักษณะถูกฟันและแทงด้วยวัตถุของแข็งมีคมที่บริเวณใต้ราวนมข้างซ้าย 1 แผล กับที่ด้านข้างแขนซ้ายท่อนบนเหนือข้อศอก 1 แผล เท่านั้น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายมีบาดแผลอื่นที่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นจากการถูกจำเลยชกต่อยอีก เช่นนี้จำเลยจึงมีความผิดเพียงฐานใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ซึ่งแม้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย แต่การจะลงโทษจำเลยตามที่ได้ความจากทางพิจารณาก็จะต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ด้วย ซึ่งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน จึงมีอายุความหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (5) จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2544 เป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9650/2553 พนักงานอัยการ จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายกุญชรหรือตึ๋ง รัตนภักดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ · จำเลย - นายกุญชรหรือตึ๋ง รัตนภักดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เมทินี ชโลธร · วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · พิทยา ลิ้มสุวัฒน์
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 2480/2538ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 7083/2538ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 892/2497ฎีกา 712/2559ฎีกา 599/2532ฎีกา 6293/2541ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 3026/2517ฎีกา 1795/2493ฎีกา 1411/2499ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 119/2517ฎีกา 1368/2509ฎีกา 3814/2549ฎีกา 2963/2535ฎีกา 901/2480
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ