⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 9941/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9941/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้ให้กู้ยืมเงินเข้าใจโดยสุจริตว่าผู้กู้ร่วมรู้เห็นในการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ถือเป็นเหตุอันสมควรในการฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงได้

ย่อคำพิพากษา

ตามพฤติการณ์ทั้งโจทก์ ศ. และ น. ต่างมีความประสงค์ที่จะหาเงินเพื่อมาลงทุนค้าขาย เมื่อโจทก์รับว่าจำเลยเป็นผู้ให้กู้ยืมเงิน การที่มีการผิดนัดชำระหนี้ในเวลาต่อมาไม่ว่าด้วยประการใดๆ ย่อมทำให้จำเลยในฐานะผู้ให้กู้ยืมเงินย่อมต้องเข้าใจว่าการที่ ศ. สั่งจ่ายเช็คซึ่งบัญชีปิดแล้วและลายมือชื่อไม่ตรงตามตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคารเป็นผลทำให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ ซึ่งเท่ากับมีผลทำให้จำเลยไม่ได้รับชำระหนี้เงินกู้ยืมจากโจทก์นั่นเอง บุคคลในสถานะเช่นจำเลยย่อมต้องเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อกู้ยืมเงินต้องมีส่วนรู้เห็นกับ ศ. ออกเช็คชำระหนี้ให้แก่จำเลย โดยมิพักต้องคำนึงว่าตัวโจทก์จะอยู่รู้เห็นในขณะที่ ศ. ออกเช็คนั้นหรือไม่ก็ตาม เมื่อ ศ. เป็นผู้ที่ติดต่อให้โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อประโยชน์ของ น. บุตรโจทก์ที่จะหาเงินร่วมลงทุนค้าขายกับ ศ. และเช็คนั้นก็เป็นเช็คที่สั่งจ่ายตามจำนวนเท่ากับที่โจทก์กู้ยืม และลงวันที่เดียวกับวันครบกำหนดที่โจทก์ต้องชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนให้แก่จำเลยเช่นนี้ เช็คฉบับดังกล่าวจึงเป็นเช็คที่ ศ. ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินของโจทก์ในอันที่จะได้เงินจากจำเลยไปมอบให้แก่ น. เพื่อร่วมลงทุนค้าขายกับ ศ. เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้จำเลยไม่ได้รับเงินที่ให้กู้ยืมคืน การที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์รู้เห็นกับ ศ. ในการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องเข้าใจเช่นนั้น ฉะนั้น การที่จำเลยฟ้องคดีอาญาต่อโจทก์และ ศ. กล่าวหาโจทก์และ ศ. ร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ จึงเป็นการฟ้องเพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และ ศ. ร่วมกันหลอกลวงเอาเงิน 1,100,000 บาท ไปจากจำเลยแล้วไม่คืนให้ตามที่ตกลงกันโดยจำเลยเชื่อว่าตนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องคดีอาญาได้ การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาที่จะทำให้เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ เมื่อจำเลยไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จแล้ว การที่จำเลยเบิกความไปตามที่ฟ้องนั้นจึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.175 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175, 177 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ได้ความจากโจทก์ว่า ในการทำสัญญากู้เงินจำนวน 1,100,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้เงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยซึ่งเป็นผู้ให้กู้ โดยโจทก์นำโฉนดที่ดินเลขที่ 5853 ตำบลหนองตำลึง อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี และโฉนดที่ดินเลขที่ 44322 ตำบลชากโดน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นหลักประกัน โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ในเวลาต่อมาจำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์กับนายศิวดล ผู้สั่งจ่ายเช็ค ให้ร่วมกันรับผิดชำระเงินที่กู้ไปจากจำเลยจำนวน 1,100,000 บาท และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2546 ให้โจทก์กับนายศิวดลร่วมกันชำระหนี้เท่าที่ยังค้างอยู่แก่จำเลย ย่อมแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยในส่วนแพ่งร่วมกับนายศิวดลจริง โจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องถึงสาเหตุที่โจทก์ขอกู้ยืมเงินจากจำเลยว่าเนื่องจากนายนุภาพ บุตรโจทก์ประสงค์ที่จะร่วมลงทุนค้าขายกับนายศิวดลแต่นายนุภาพไม่มีทุน นายศิวดลจึงแนะนำให้จำเลยรู้จักกับโจทก์ เพื่อจะได้กู้ยืมเงินจากจำเลย โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า นายนุภาพบุตรโจทก์เป็นคนแนะนำให้โจทก์รู้จักกับนายศิวดล ก่อนที่จะกู้ยืมเงินจากจำเลยประมาณ 3 เดือน โจทก์เห็นว่านายนุภาพบุตรโจทก์ยังไม่มีงานทำและตัวโจทก์เองก็ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จะให้นายนุภาพร่วมลงทุนค้าขายกับนายศิวดล จึงขอให้นายศิวดลช่วยหาแหล่งเงินกู้ให้ จึงได้พบและทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลย ดังนี้เห็นได้ว่า ตามพฤติการณ์ดังกล่าวทั้งโจทก์ นายศิวดล และนายนุภาพต่างมีความประสงค์ที่จะหาเงินเพื่อมาลงทุนค้าขาย เมื่อโจทก์รับอยู่ว่าจำเลยเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินที่พิพาท การที่มีการผิดนัดชำระหนี้ในเวลาต่อมา ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ ย่อมทำให้จำเลยในฐานะผู้ให้กู้ยืมเงินย่อมต้องเข้าใจว่า การที่นายศิวดลสั่งจ่ายเช็คซึ่งบัญชีปิดแล้วและลายมือชื่อไม่ตรงตามตัวย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร เป็นผลทำให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คได้ ซึ่งเท่ากับมีผลทำให้จำเลยไม่ได้รับชำระหนี้เงินกู้ยืมจากโจทก์นั่นเอง บุคคลในสถานะเช่นจำเลย ย่อมต้องเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ลงลายมือชื่อกู้ยืมเงินต้องมีส่วนรู้เห็นกับการที่นายศิวดลออกเช็คชำระหนี้ให้แก่จำเลย โดยมิพักต้องคำนึงว่าตัวโจทก์จะอยู่รู้เห็นในขณะที่นายศิวดลออกเช็คนั้นหรือไม่ก็ตาม เมื่อโจทก์รับอยู่แล้วว่า นายศิวดลเป็นผู้ที่ติดต่อให้โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพื่อประโยชน์ของนายนุภาพบุตรโจทก์ที่จะหาเงินร่วมลงทุนค้าขายกับนายศิวดล และเช็คนั้นก็เป็นเช็คที่สั่งจ่ายตามจำนวนเท่ากับที่โจทก์กู้ยืม และลงวันที่วันเดียวกับวันครบกำหนดที่โจทก์ต้องชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนให้แก่จำเลย เช่นนี้ เช็คฉบับดังกล่าวจึงเป็นเช็คที่นายศิวดลได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินของโจทก์ในอันที่จะได้เงินจากจำเลยไปมอบให้แก่นายนุภาพเพื่อร่วมลงทุนค้าขายกับนายศิวดลต่อไปนั่นเอง เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทำให้จำเลยไม่ได้รับเงินที่ให้กู้ยืมคืน การที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์รู้เห็นกับนายศิวดลในการสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ต้องเข้าใจเช่นนั้น ฉะนั้น การที่จำเลยฟ้องคดีอาญาต่อโจทก์และนายศิวดล กล่าวหาว่าโจทก์และนายศิวดลร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ จึงเป็นการฟ้องเพราะเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์และนายศิวดลร่วมกันหลอกลวงเอาเงิน 1,100,000 บาท ไปจากจำเลยแล้วไม่คืนให้ตามที่ตกลงกัน โดยจำเลยเชื่อว่าตนมีสิทธิตามกฎหมายที่จะฟ้องคดีอาญาได้ การกระทำของจำเลยจึงขาดเจตนาที่จะทำให้เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 เมื่อจำเลยไม่มีความผิดฐานฟ้องเท็จแล้ว การที่จำเลยเบิกความไปตามที่ฟ้องนั้น จึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9941/2553 นายณัฐคมน์ จารุโมลีกุล โจทก์ นายอภิชิต เจริญรัตนพร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายณัฐคมน์ จารุโมลีกุล · จำเลย - นายอภิชิต เจริญรัตนพร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สู่บุญ วุฒิวงศ์ · สมชาย สินเกษม · ปริญญา ดีผดุง
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 975/2531ฎีกา 173/2514ฎีกา 700/2506ฎีกา 426/2512ฎีกา 4784/2529ฎีกา 765/2532ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 22/2466ฎีกา 5558/2534ฎีกา 3584/2524ฎีกา 18211/2555ฎีกา 374/2537ฎีกา 1998/2553ฎีกา 1778/2526ฎีกา 389/2542ฎีกา 2751/2524ฎีกา 191/2520ฎีกา 2539/2519ฎีกา 1349/2533ฎีกา 558/2548ฎีกา 582-583/2503ฎีกา 15232/2553ฎีกา 904/2516
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ