⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2172/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ภริยาของผู้ตายมีสิทธิขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ แม้ผู้ตายจะถึงแก่ความตายไปก่อน และความเห็นของพนักงานสอบสวนว่าผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย ไม่เป็นเหตุให้ต้องห้าม

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.30

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสาวหรือนางชลธิชา ภริยานายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300) ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกระทงเดียว จำคุก 6 เดือน โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยขับรถยนต์บรรทุกพ่วง 18 ล้อ คันหมายเลขทะเบียน 70 - 2717 ชลบุรี และพ่วงรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 4215 ชลบุรี ส่วนผู้ตายขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ - 6162 กรุงเทพมหานคร รถทั้งสองคันวิ่งสวนกัน และเกิดอุบัติเหตุชนกัน บริเวณถนนสายสุขาภิบาล 8 เป็นเหตุให้นายสมศักดิ์ เกิดอยู่ ผู้ตาย คนขับรถยนต์ถึงแก่ความตาย นายพูลสวัสดิ์ เสงี่ยม นายอดุลย์ นายมุสตอปอ และนายอาลังค์ ซึ่งนั่งมาในรถยนต์คันดังกล่าวได้รับอันตรายสาหัส คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากความประมาทของจำเลยหรือไม่ ได้ความว่า จุดเกิดเหตุรถชนกันเป็นจุดที่จำเลยขับลงเนิน ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ เอกสารหมาย จ.2 ที่ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์ พนักงานสอบสวนทำไว้ ประกอบภาพถ่ายหมาย จ.6 และ จ.7 พบรอยห้ามล้อของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน 3 ฬ - 6162 กรุงเทพมหานคร เป็นแนวยาวประมาณ 30 เมตร และรอยครูดบนถนน นอกจากนี้ยังพบเศษกระจกแตกตกอยู่บนถนนในช่องเดินรถของรถยนต์ ในการวินิจฉัยจุดชนจำต้องพิจารณาจากรอยครูด รอยเบรกและเศษกระจกที่ตกอยู่บนพื้นถนนเป็นสำคัญยิ่งกว่าคำเบิกความของพยานบุคคล เพราะจะเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงจุดชนได้ดีที่สุด ได้ความว่า ถนนเกิดเหตุมีความกว้าง 5.98 เมตร หากวัดจุดแบ่งกึ่งกลางถนนที่ระยะประมาณ 3 เมตร ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย จ.2 จะพบว่ารอยเบรก รอยครูดและเศษกระจกแตกล้วนตกอยู่บนผิวการจราจรของรถยนต์ทั้งสิ้น การขับรถยนต์บรรทุกพ่วง จำเลยต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยไม่ขับด้วยความเร็วที่อาจทำให้ผู้ที่ขับรถสวนมาสังเกตไม่เห็นถึงรถพ่วง หรือหักรถหลบรถพ่วงไม่ทัน เพราะความเร็ว ได้ความว่าบริเวณที่เกิดเหตุ ความกว้างของถนนไม่ถึง 6 เมตร รอยเบรกที่ปรากฏบนถนนจึงเป็นรอยเบรกที่เกิดจากสัญชาติญาณของผู้ตายที่ขับรถจำเป็นต้องเหยียบเบรกเพราะเห็นรถพ่วงแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของตน สอดคล้องกับรอยแอ่งกระทะบนเส้นทางเดินรถของรถยนต์บรรทุกพ่วงที่จำเลยขับผ่านรวมสองจุด ก่อนถึงจุดชนห่างประมาณ 14 เมตร และ 10.30 เมตร ตามลำดับ มีเหตุผลให้ฟังได้ว่ารอยแอ่งกระทะเป็นจุดที่เมื่อจำเลยขับรถผ่านแล้ว ทำให้รถพ่วงเสียการทรงตัวแกว่งเข้ามาในช่องเดินรถของผู้ตาย อุบัติเหตุตามฟ้องจึงเกิดขึ้น จำเลยขับรถโดยประมาทใช้ความเร็วเกินควร ไม่ชะลอความเร็วให้ลดลงตามสภาพถนนที่เป็นจริง จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีคนตายและได้รับอันตรายสาหัสตามฟ้อง และพฤติการณ์การกระทำของจำเลยถือว่าร้ายแรงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ฎีกาจำเลยในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทด้วย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาผู้ตายจึงขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ เห็นว่า คดีนี้ จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้มีผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายเป็นผู้มีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภริยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2172/2554 พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี โจทก์ นางสาวหรือนางชลธิชา มะเดช โจทก์ร่วม นายสมัคร บรรทะโก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดชลบุรี · โจทก์ร่วม - นางสาวหรือนางชลธิชา มะเดช · จำเลย - นายสมัคร บรรทะโก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สิงห์พล ละอองมณี · อร่าม แย้มสอาด · ชุติมนต์ โพธิเดช
แหล่งที่มาสำนักวิชาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1917/2559ฎีกา 4887/2543ฎีกา 13725/2553ฎีกา 8080/2538ฎีกา 618/2568ฎีกา 4/2533ฎีกา 1311/2540ฎีกา 3694/2553ฎีกา 1010/2493ฎีกา 1734-1735/2532ฎีกา 1228/2510ฎีกา 1330/2533ฎีกา 392/2512ฎีกา 323/2510ฎีกา 2869/2553ฎีกา 1974/2539ฎีกา 7295/2554ฎีกา 1106/2499ฎีกา 745/2534ฎีกา 1103-1104/2496ฎีกา 1187/2543ฎีกา 5232/2556ฎีกา 3522/2531ฎีกา 855/2481
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักวิชาการ