⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4667/2554

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2554

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายถูกกระทำชำเราโดยพร้อมจะช่วยเหลือ ถือเป็นตัวการร่วมกับพวกกระทำความผิด แม้จำเลยจะไม่ได้ลงมือกระทำชำเราด้วยตนเองก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบ ต. กับพวก จำเลยจึงให้ ต. ไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระ แต่ ต. กลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูก ต. กับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.276

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 276 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 15 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 10 ปี 2 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสอง ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1722/2546 ของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา เข้ากับโทษของจำเลยแล้ว รวมเป็นจำคุกจำเลย 6 ปี 10 เดือน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2547 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายนัฐพงษ์หรือตั้มขับรถจักรยานยนต์ไปรับนางสาวกรรณิกา ผู้เสียหายที่บ้าน ต่อมาจำเลยได้มาพบผู้เสียหายและนายนัฐพงษ์ แล้วจำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีที่บริเวณบ่อทราย หลังจากนั้นจึงขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายกลับ ระหว่างทางพบกับนายตั๊ก จำเลยให้นายตั๊กขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปส่งบ้าน แต่นายตั๊กกลับขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายไปที่บริเวณเพิงพักใกล้บ่อทรายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปร่วมประเวณีในครั้งแรก หลังจากนั้นมีคนร้ายหลายคนร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การร่วมประเวณีระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่จำเลยพาผู้เสียหายไปที่บ่อทรายในครั้งแรกจะยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหรือไม่ ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัย แต่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในขณะที่นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอยู่ที่เพิงพักที่เกิดเหตุนั้น จำเลยยืนอยู่ ไม่ได้ร่วมข่มขืนด้วย แต่จำเลยไม่ได้ช่วยเหลือและไม่ได้ร้องห้ามปราม แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงสว่างจากดวงจันทร์มีความสว่างไม่มากนัก แต่ผู้เสียหายและจำเลยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันถึงขนาดมีการร่วมประเวณีกันในวันเกิดเหตุถึง 2 ครั้ง ได้แก่ ในตอนกลางวันของวันเกิดเหตุครั้งหนึ่ง และในช่วงก่อนเกิดเหตุไม่นานนักอีกครั้งหนึ่ง ผู้เสียหายให้การถึงจำเลยว่าอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนด้วยในวันรุ่งขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ โดยผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีเหตุที่จะปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง เชื่อว่าผู้เสียหายเห็นและจำจำเลยได้แน่ ดังนั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปส่งผู้เสียหายกลับบ้านหลังจากที่จำเลยร่วมประเวณีกับผู้เสียหายแล้วระหว่างทางพบกับนายตั๊กกับพวก จำเลยจึงให้นายตั๊กไปส่งผู้เสียหายแทนโดยอ้างว่ามีธุระจะต้องทำในตอนเช้า แต่นายตั๊กกลับพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง โดยจำเลยไปอยู่ในที่เกิดเหตุในขณะที่ผู้เสียหายถูกนายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราด้วยในลักษณะที่พร้อมจะช่วยเหลือได้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเชื่อว่าเป็นแผนการที่จำเลยกับพวกร่วมกันคบคิดพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเราในที่เกิดเหตุ แม้จำเลยจะไม่ได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในขณะนั้นด้วย การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นตัวการร่วมกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายตั๊กกับพวกข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4667/2554 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายณัฐพลหรือกอล์ฟ ผิวนวล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา · จำเลย - นายณัฐพลหรือกอล์ฟ ผิวนวล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุริยง ลิ้มสถิรานันท์ · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ประทีป ดุลพินิจธรรมา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสุทัต บินรามัน · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3677/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 19406/2555ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 132/2481ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531ฎีกา 667/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา