⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 11447/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11447/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดี จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ แต่หากจำเลยเลือกที่จะฎีกาโดยมิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยนั้นต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้กลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง แต่ระหว่างฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และกำหนดโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก, 83 ดังนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยเห็นว่าศาลชั้นต้นต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยทั้งสองชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น กลับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.216 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก, (ที่ถูก มาตรา 268 วรรคแรกประกอบมาตรา 264 วรรคแรก) 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันได้แล้ว โจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป ขอถอนคำฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับเอกสารและฉ้อโกง เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดต่อส่วนตัวและโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุด จึงให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นความผิดต่อแผ่นดินจึงไม่ระงับไปเพราะเหตุถอนฟ้อง และเนื่องจากศาลยังมิได้กำหนดโทษในข้อหาดังกล่าว จึงเห็นควรพิจารณาโทษเฉพาะข้อหาความผิดดังกล่าวอีกครั้งในคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่จำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารนั้นเอง ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก แต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองตกลงที่จะผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์จนเป็นที่พอใจแล้ว และโจทก์ไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่อไป พฤติการณ์จึงไม่ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยทั้งสองฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 โดยให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก 341 ประกอบมาตรา 83 โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ถอนฟ้องเฉพาะความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ต่อมาศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ดังนี้ หากจำเลยทั้งสองไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยเห็นว่าศาลชั้นต้นต้องยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยทั้งสองชอบที่ใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 5 แต่จำเลยทั้งสองไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น กลับฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งไม่ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาจำเลยทั้งสอง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11447/2555 นายภาณุพงษ์ เชื้อคำฟู โจทก์ นายสมพงษ์ แววงาม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายภาณุพงษ์ เชื้อคำฟู · จำเลย - นายสมพงษ์ แววงาม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด · สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร · สมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแขวงเชียงใหม่ - นายดิษพล รัตนโสภณ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสำราญ โยธาใหญ่
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.574/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13043/2557ฎีกา 1447/2531ฎีกา 1955/2546ฎีกา 5246/2548ฎีกา 1093/2568ฎีกา 3146/2541ฎีกา 959/2531ฎีกา 1837/2531ฎีกา 3637/2559ฎีกา 9026/2553ฎีกา 2581/2548ฎีกา 7570/2541ฎีกา 6635/2551ฎีกา 8903/2553ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 599/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา