⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 12193/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12193/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพิจารณาและสืบพยานในศาลต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และโจทก์มีภาระต้องนำสืบพยานหลักฐานให้ได้ความจริงว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง.

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำ โดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ป.วิ.อ. ยังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ แม้โจทก์มีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.172 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้จำคุก 4 เดือน จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติว่า หลังจากศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว มีคำสั่งรับประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 และทนายจำเลยที่ 2 มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่ามีพยานมาศาล 2 ปาก พร้อมสืบ ทนายจำเลยที่ 2 แถลงว่าขอให้นำคำให้การพยานโจทก์ปากนี้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมาเป็นคำเบิกความพยานโจทก์ในชั้นพิจารณาและจำเลยที่ 2 แถลงรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารที่ทางฝ่ายโจทก์ยื่นต่อศาล รับว่ามีการออกเช็คจริง และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า เงินในบัญชีไม่พอจ่าย และบัญชีดังกล่าวนั้นเป็นบัญชีของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการสั่งจ่าย หากทางฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้านแล้ว ทางฝ่ายจำเลยที่ 2 ไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 2 ทนายโจทก์แถลงไม่คัดค้าน ต่อมานางเบญจวรรณ ผู้แทนบริษัทจำเลยที่ 1 คนใหม่มาศาลและยืนยันให้การปฏิเสธ ทั้งทนายจำเลยทั้งสองแถลงว่า จำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คและจำเลยที่ 1 ขอรับข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 และไม่ติดใจสืบพยานจำเลยที่ 1 หลังจากนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จะบัญญัติว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ประกอบกับขณะมีการพิจารณาคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังมิได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 226/5 ซึ่งมีข้อความว่า ในชั้นพิจารณาหากมีเหตุจำเป็นหรือเหตุอันสมควร ศาลอาจรับฟังบันทึกคำเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องประกอบพยานหลักฐานอื่นในคดีได้ ดังนั้น แม้คดีนี้โจทก์จะมีพยานมาสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ในชั้นพิจารณาแม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าได้ออกเช็คตามฟ้องและธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินก็ตาม แต่จำเลยทั้งสองได้แถลงร่วมกันว่า ประสงค์จะต่อสู้ว่าเช็คในคดีนี้ไม่มีมูลหนี้ตามเช็คซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ดังนั้น โจทก์จึงมีภาระต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้ได้ความจริงว่า จำเลยทั้งสองได้ออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องจริง เมื่อโจทก์ไม่นำพยานเข้าสืบในชั้นพิจารณา คงยื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีต่อศาลชั้นต้น จึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่นำสืบพยานเพื่อสนับสนุนว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องได้ ตามที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งมิได้กระทำต่อหน้าจำเลยมาวินิจฉัยคดี จึงเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทั้งคดีไม่มีเหตุที่จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้วมีคำพิพากษาใหม่ เนื่องจากเหตุที่โจทก์ไม่สืบพยานโจทก์มิได้เกิดจากการที่ศาลชั้นต้นไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแต่ประการใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12193/2555 บริษัทเหล็กน้ำหนึ่ง วัสดุภัณฑ์ จำกัด โจทก์ บริษัทเอส.เจ.ออโต้เซลล์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทเหล็กน้ำหนึ่ง วัสดุภัณฑ์ จำกัด · จำเลย - บริษัทเอส.เจ.ออโต้เซลล์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อมรรัตน์ ดีศรีวงศ์ · วิรุฬห์ แสงเทียน · กีรติ กาญจนรินทร์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดมีนบุรี - นางสาววัชรีพร ตรัยศิลานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.1737/2552

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 410/2488ฎีกา 7570/2541ฎีกา 5209/2566ฎีกา 1073/2480ฎีกา 1901/2492ฎีกา 920/2550ฎีกา 4226/2539ฎีกา 5414/2536ฎีกา 4260/2541ฎีกา 591/2540ฎีกา 15690/2553ฎีกา 37/2488ฎีกา 199/2537ฎีกา 3490/2548ฎีกา 377-378/2516ฎีกา 5558/2534ฎีกา 6581-6582/2556ฎีกา 460/2537ฎีกา 6888/2550ฎีกา 1483/2538ฎีกา 14397/2555ฎีกา 3694/2553ฎีกา 960/2541ฎีกา 4826/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา