คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ แม้จะอาศัยเหตุผลต่างจากศาลชั้นต้น แต่ผลของคำพิพากษาเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึง 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าคดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มา จึงเป็นการไม่ชอบ
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 157 และ 200
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ปรากฏการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ที่เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการกระทำเพื่อเป็นการกลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษ จึงไม่มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ฟ้องโจทก์ระบุเหตุเกิดที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาและแขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เกี่ยวพันกัน เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้เกิดในเขตกรุงเทพมหานคร การรับไว้ไม่เป็นการสะดวกต่อการพิจารณา เนื่องจากพยานหลักฐานส่วนใหญ่อยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส จึงไม่รับฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่า คดีของโจทก์มีมูลและให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ สำหรับจำเลยทั้งแปด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพราะต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แต่ให้รับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 แม้จะอาศัยเหตุผลต่างกัน แต่ผลก็เท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ กรณีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกฎีกาของโจทก์
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15358/2555
นายอรรณพ หอมตระกูล โจทก์
นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายอรรณพ หอมตระกูล · จำเลย - นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กรองเกียรติ คมสัน · อิสสระ นิ่มละมัย · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลอาญา - นางประทุมพร กำเหนิดฤทธิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต ยงพาณิชย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.1747/2555 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา