⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 16469/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าของรวมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือวัตถุประสงค์ของการเป็นเจ้าของรวมมีลักษณะเป็นการถาวร หรือเป็นการเรียกให้แบ่งในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควร

ย่อคำพิพากษา

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรก็เรียกให้แบ่งไม่ได้" และวรรคสามบัญญัติว่า "ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้" ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ว. โจทก์และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงกันว่าการซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทนี้ห้ามแบ่งแยกกัน แม้จะได้ความจาก ว. ที่ตอบคำถามค้านทนายจำเลยทั้งสองว่า ว. ต้องการให้โจทก์มีที่ทำกินในอาคารพาณิชย์พิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสองไปเรื่อย ๆ แต่ ว. เป็นเพียงผู้ออกเงินชำระค่าที่ดินมิใช่เจ้าของรวม จึงถือไม่ได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ของเจ้าของรวมให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นการถาวร การที่จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็มิใช่ข้อห้ามแบ่งแยกและไม่ใช่กรณีไม่เป็นโอกาสอันควรแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่อาจทำกิจการค้าต่อไปได้ และการที่จะให้ผู้อื่นเช่าก็เกิดปัญหากับจำเลยทั้งสองถึงขั้นตกลงกันไม่ได้ จะให้จำเลยทั้งสองครอบครองโดยให้ประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ก็เกิดปัญหาเรื่องจำนวนค่าตอบแทน การถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปย่อมไม่เกิดประโยชน์ การที่โจทก์ต้องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นสิทธิของโจทก์และมีความเหมาะสม โจทก์จึงเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1363

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยนำที่ดินและอาคารพิพาทออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันหรือโดยวิธีอื่นใดที่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์รวมได้ หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมชำระเงินค่ากรรมสิทธิ์รวมจำนวน 1,066,666.66 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 29280 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่ง เลขที่ 17 ถนนมนัส ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว โดยวิธีประมูลราคาระหว่างโจทก์ฝ่ายหนึ่งกับจำเลยทั้งสองอีกฝ่ายหนึ่ง หรือนำที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองตามส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 29280 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พร้อมอาคารพาณิชย์สามชั้นครึ่ง เลขที่ 17 ที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ 2 ใน 3 ส่วน โดยให้โจทก์ จำเลยทั้งสองแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์ 2 ใน 3 ส่วน และให้จำเลยทั้งสอง 1 ใน 3 ส่วน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 32,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า นางวารินทร์มารดาโจทก์รู้จักคุ้นเคยกับจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 1 พบประกาศขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์พิพาทและสนใจจะซื้อแต่ไม่มีเงินจึงปรึกษากับนางวารินทร์ นางวารินทร์เห็นดีด้วยและสนับสนุนด้านการเงินจึงตกลงซื้อร่วมกันโดยนางวารินทร์ออกเงินชำระให้ก่อน เมื่อจำเลยที่ 1 ขายที่ดินได้ จำเลยที่ 1 จะนำเงินส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระมาคืนให้นางวารินทร์ และตกลงให้โจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์ของจำเลยที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แต่เมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันจริงปรากฏว่ามีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์และจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หลังจากนั้นโจทก์และจำเลยทั้งสองเข้าทำประโยชน์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท แต่กิจการที่โจทก์เข้าทำประโยชน์ค้าขายสุราต่างประเทศไม่ดีจึงเลิกกิจการ และให้จำเลยที่ 1 ใช้พื้นที่ทำประโยชน์ทั้งหมดโดยให้ค่าตอบแทนแก่โจทก์ ปลายปี 2550 โจทก์ขอค่าตอบแทนเพิ่ม จำเลยที่ 1 ไม่ยินยอม โจทก์จึงหาผู้มาเช่า แต่ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ โจทก์จึงขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท และข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทสองในสามส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุที่ประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวรก็เรียกให้แบ่งไม่ได้ และวรรคสามบัญญัติว่า ท่านว่าเจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้ ตามข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า นางวารินทร์ โจทก์ และจำเลยทั้งสองมีข้อตกลงกันว่าการซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทนี้ห้ามแบ่งแยกกัน แม้จะได้ความจากนางวารินทร์ที่ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า นางวารินทร์ต้องการให้โจทก์มีที่ทำกินในอาคารพาณิชย์พิพาทร่วมกับจำเลยทั้งสองไปเรื่อย ๆ แต่นางวารินทร์ไม่ใช่เจ้าของรวมจึงถือไม่ได้ว่าเป็นวัตถุประสงค์ของเจ้าของรวมให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอันมีลักษณะเป็นการถาวร ทั้งการที่จำเลยที่ 2 ยังเป็นผู้เยาว์ก็ไม่ใช่ข้อห้ามแบ่งแยกและไม่ใช่กรณีไม่เป็นโอกาสอันควรแต่อย่างใด เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่อาจทำกิจการค้าขายต่อไปได้และการจะให้ผู้อื่นเช่าก็เกิดปัญหากับจำเลยทั้งสองถึงขั้นตกลงกันไม่ได้ จะให้จำเลยทั้งสองครอบครองโดยให้ประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ก็เกิดปัญหาเรื่องจำนวนค่าตอบแทน การถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันต่อไปย่อมไม่เกิดประโยชน์การที่โจทก์ต้องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นสิทธิของโจทก์และมีความเหมาะสม โจทก์จึงเรียกให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาทได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 20,000 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16469/2555 นางสาวมัชฌิมา วัฒนไชย โจทก์ นางฉัตรมณี ธีระเนติกุล กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาวมัชฌิมา วัฒนไชย · จำเลย - นางฉัตรมณี ธีระเนติกุล กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พีรพล พิชยวัฒน์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · ศุภชัย สมเจริญ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายวิฑูร วิมลเศรษฐ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสรชัย จตุรภัทรวงศ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ.2809/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4550/2540ฎีกา 1576/2526ฎีกา 778/2538ฎีกา 6246/2539ฎีกา 451/2485ฎีกา 4483/2559ฎีกา 2708/2543ฎีกา 2293/2519ฎีกา 524/2536ฎีกา 135/2510ฎีกา 1149/2534ฎีกา 97/2569ฎีกา 3743/2536ฎีกา 823/2533ฎีกา 1249/2537ฎีกา 952/2507ฎีกา 937/2524ฎีกา 595/2530ฎีกา 2671/2548ฎีกา 12827/2556ฎีกา 3133/2529ฎีกา 6781/2545ฎีกา 134/2510ฎีกา 1476/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา