⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 19979/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19979/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาหรือแยกเด็กออกจากความปกครองดูแลของผู้ปกครอง อันเป็นการรบกวนหรือกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ปกครอง.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้ง ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก แสดงว่าจำเลยมิได้หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพา และแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคหนึ่ง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.319

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 318 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางจง นายสังเวย และ จ. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า จำเลยมีอาชีพรับราชการครู รู้จักโจทก์ร่วมที่ 3 ตั้งแต่โจทก์ร่วมที่ 3 ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในฐานะครูกับศิษย์ ทั้งยังได้รับความเคารพนับถือจากครอบครัวโจทก์ร่วมทั้งสามและชาวบ้านใกล้เคียง ประกอบกับจำเลยมีภริยาและบุตรแล้ว น่าจะประพฤติตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคม แต่กลับฉกฉวยโอกาสจากความไว้เนื้อเชื่อใจและความไร้เดียงสาของโจทก์ร่วมที่ 3 เพื่อสนองตัณหาของตน จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จ. โจทก์ร่วมที่ 3 เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม 2531 เป็นบุตรของโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมที่ 3 อาศัยอยู่กับโจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 จำเลยรับราชการครูที่โรงเรียนบ้านโว้งบ่อ ซึ่งโจทก์ร่วมที่ 3 เคยเป็นนักเรียนที่โรงเรียนดังกล่าว ก่อนจำเลยถูกฟ้องดำเนินคดีนี้ จำเลยกับโจทก์ร่วมที่ 3 เคยมีเพศสัมพันธ์กันสำหรับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ความผิดฐานดังกล่าวจึงยุติไปแล้ว คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์มีโจทก์ร่วมที่ 3 เบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2548 จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่บริเวณถนนสายบ้านมนคีรี ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย บอกว่ามีธุระจะคุยด้วย โจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ออกไปพบจำเลย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณข้างถนนดังกล่าว ต่อมาประมาณ 3 สัปดาห์ จำเลยโทรศัพท์มาหาโจทก์ร่วมที่ 3 นัดให้ไปพบที่ถนนสายบ้านมนคีรีที่เดิม โจทก์ร่วมที่ 3 ออกไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณเดิม หลังจากนั้นวันที่ 6 เมษายน 2550 และวันที่ 10 พฤษภาคม 2550 จำเลยโทรศัพท์นัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบที่บริเวณค่ายลูกเสือ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่บริเวณดังกล่าว วันที่ 9 และ 16 มิถุนายน 2550 จำเลยนัดโจทก์ร่วมที่ 3 ให้ไปพบแล้วข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ที่วัดเจดีย์สูง ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย จากคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 3 จะเห็นว่าจำเลยเพียงแต่โทรศัพท์นัดให้โจทก์ร่วมที่ 3 ไปพบบริเวณที่เกิดเหตุ โดยโจทก์ร่วมที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ไปพบ แล้วจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 บริเวณจุดที่นัดพบทุกครั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้พาโจทก์ร่วมที่ 3 ไปที่อื่นอีก สอดคล้องกับที่โจทก์ร่วมที่ 3 ให้การในชั้นสอบสวนว่า หลังจากจำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 3 ในครั้งแรก จำเลยพูดว่าไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร แล้วโจทก์ร่วมที่ 3 ก็ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน แสดงว่าจำเลยมิได้มีการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโจทก์ร่วมที่ 3 แต่อย่างใด การที่จะเป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร จะต้องเป็นการพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากความปกครองดูแล ทำให้ความปกครองดูแลของบิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ซึ่งคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายความว่า จากไป พา เอาไปจาก แยกออกจากกัน หรือเอาออกจากกัน ดังนั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวยังไม่เข้าลักษณะพาและแยกเด็กไปจากความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กอันทำให้ความปกครองดูแลของผู้ปกครองเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนสิทธิ จึงไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพรากเด็กอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคหนึ่ง ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19979/2555 พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นางจง ขำทุ่ง กับพวก โจทก์ร่วม ว่าที่ร้อยตรีไพศาล กล่อมดี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย · โจทก์ร่วม - นางจง ขำทุ่ง กับพวก · จำเลย - ว่าที่ร้อยตรีไพศาล กล่อมดี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อาวุธ ปั้นปรีชา · วิรุฬห์ แสงเทียน · ปดารณี ลัดพลี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสุโขทัย - นางสาววรรณรัตน์ เจษฎาจินต์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายนพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.2865/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1632/2518ฎีกา 977/2514ฎีกา 119/2517ฎีกา 270/2468ฎีกา 70/2489ฎีกา 93/2529ฎีกา 34/2491ฎีกา 355/2470ฎีกา 6634/2546ฎีกา 1430/2515ฎีกา 206/2464ฎีกา 4465/2530ฎีกา 1055/2555ฎีกา 235/2470ฎีกา 4197/2547ฎีกา 811/2484ฎีกา 1800/2541ฎีกา 6370/2555ฎีกา 28/2471ฎีกา 2587/2530ฎีกา 1225/2482ฎีกา 1696/2532ฎีกา 739/2533ฎีกา 1268/2518
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา