⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5068/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5068/2555

ป.อาญา ม.83, 84 · พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ม.15, 66

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้จะยังไม่ได้ส่งมอบให้แก่ผู้รับก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกับพวกว่าจ้างให้ ธ. นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองก่อนที่จำเลยกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ธ. นั้น เป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยที่จำเลยกับพวกยังไม่ต้องส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ธ. จำเลยกับพวกจึงเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง มิใช่เป็นผู้ก่อให้ ธ. กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ใช้จะต้องยังไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยเพียงแต่โต้เถียงว่าจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีน จึงเห็นว่าจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.15 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม.66

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.83 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.84 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84 วางโทษประหารชีวิต จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ให้นางธัญญากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า นางธัญญายืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาโดยตลอดตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาโดยมีรายละเอียดเกี่ยวเนื่องครบถ้วนทุกขั้นตอน ไม่ปรากฏว่านางธัญญาเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ทั้งได้ความว่านางธัญญาอาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกันกับจำเลย หากจำเลยกับพวกไม่ได้เป็นผู้จ้างวานให้นางธัญญากระทำความผิดก็ไม่มีเหตุที่นางธัญญาจะให้การซัดทอดจำเลยเพื่อให้จำเลยต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า นางธัญญาเข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นพลเมืองดีที่แจ้งจับนางธัญญา จึงเป็นเหตุให้นางธัญญาให้การใส่ร้ายจำเลยนั้น ก็เป็นเพียงความเข้าใจและการคาดคะเนของจำเลยเพียงฝ่ายเดียวไม่มีน้ำหนักรับฟัง น่าเชื่อว่านางธัญญาเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แม้คำให้การของนางธัญญาซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดได้พาดพิงถึงจำเลยในลักษณะเป็นการซัดทอด แต่ไม่ใช่เป็นการซัดทอดจำเลยในคดีเดียวกัน ทั้งไม่ใช่เป็นการให้การซัดทอดเพียงเพื่อให้ตนเองพ้นผิด หากแต่เป็นการให้การเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่นางธัญญาได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพียงแต่ต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเท่านั้น ซึ่งเมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ที่นำสืบแล้วได้ความว่าเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนตามข้อเท็จจริงที่นางธัญญาให้การและมีการสเกตช์ภาพจำเลยและนายประพันธ์ตามคำบอกเล่าของนางธัญญาด้วยแล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยและนายประพันธ์มีตัวตนจริง ทั้งเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายประพันธ์ได้ นายประพันธ์ก็ให้การในชั้นสอบสวนยอมรับว่าร่วมกับจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาตั้งแต่ปี 2542 และได้มอบเมทแอมเฟตามีน 30,000 เม็ด ให้แก่จำเลยซึ่งนายประพันธ์ทราบว่าจำเลยไปว่าจ้างนางธัญญาให้นำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาประกอบกับเมื่อทำการตรวจสอบโทรศัพท์หมายเลข 0 5386 8159 ซึ่งนางธัญญาให้การว่า นายประพันธ์ได้ให้ไว้เพื่อใช้ในการติดต่อ ก็ปรากฏว่าเป็นหมายเลขโทรศัพท์บ้านของนายประพันธ์ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งล้วนสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่นางธัญญาให้การไว้ แม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะจำเลยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางแก่นางธัญญาก็ตาม แต่โจทก์ก็มีนางสาวหฤทัย เขื่อนเพชร ผู้จัดการโรงแรมบอสโซเทลเบิกความว่า จำเลยเป็นผู้ขอเปิดห้องพักโรงแรมในวันเกิดเหตุ ของศาลจังหวัดเชียงใหม่ สอดคล้องเชื่อมโยงกับคำเบิกความของนางธัญญาที่ว่าจำเลยเปิดห้องพักโรงแรมเพื่อส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญา และจำเลยเบิกความเจือสมคำพยานโจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้เปิดห้องพักโรงแรมในวันดังกล่าว พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยอ้างว่า นางธัญญาขอยืมบัตรประจำตัวประชาชนไปเปิดห้องพักโดยจำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับการกระทำความผิดของนางธัญญานั้น ก็ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่านางธัญญาขออาศัยรถจำเลยเข้ามาที่อำเภอเมืองเชียงใหม่เท่านั้น ทั้งปรากฏว่านางธัญญาก็มีบัตรประจำตัวประชาชนจึงไม่มีเหตุผลใดที่นางธัญญาจะต้องยืมบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยและจำเลยต้องให้นางธัญญายืมบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อเปิดห้องพักโรงแรมอีก ข้ออ้างของจำเลยในข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของนางธัญญาในคดีนี้แตกต่างจากคำเบิกความของนางธัญญาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 464/2546 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ กับนายประพันธ์หรือเป็ง วรรณะศรี จำเลย นั้น เห็นว่า เป็นเพียงรายละเอียดและนางธัญญายังเบิกความยืนยันว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างตนเองขนเมทแอมเฟตามีนไปกรุงเทพมหานคร จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักรับฟังเชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลเป็นลำดับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกับพวกว่าจ้างให้นางธัญญานำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเห็นว่าการกระทำของจำเลยกับพวกที่มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองก่อนที่จำเลยกับพวกจะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญานั้น เป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว โดยที่จำเลยกับพวกยังไม่ต้องส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่นางธัญญา จำเลยกับพวกจึงเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง มิใช่เป็นผู้ก่อให้นางธัญญากระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด เนื่องจากความผิดฐานเป็นผู้ใช้จะต้องยังไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับพวกเป็นผู้กระทำความผิดเสียเอง ข้อแตกต่างดังกล่าวก็มิใช่เป็นข้อสาระสำคัญ เมื่อจำเลยเพียงแต่โต้เถียงว่าจำเลยไม่เกี่ยวข้องกับเมทแอม เฟตามีน จึงเห็นว่าจำเลยมิได้หลงข้อต่อสู้ ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยตามข้อเท็จจริงที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่คำเบิกความของจำเลยที่ยอมรับว่าเป็นผู้เปิดห้องโรงแรมในวันเกิดเหตุซึ่งศาลนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัยคดีนั้น เป็นการให้ความรู้แก่ศาล นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกจำเลยตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5068/2555 พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน โจทก์ นายธวัชร์หรือธวัชชัย สิทธิครอง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน · จำเลย - นายธวัชร์หรือธวัชชัย สิทธิครอง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ · ทวี ประจวบลาภ · ถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลำพูน - นางสาวพนิดา รัตนะวรรธนะ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายสรศักดิ์ ศรีพิชญาการ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.5969/2550

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 3345/2535ฎีกา 681/2491ฎีกา 861/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 6355/2544ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 647/2563ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 239/2484ฎีกา 2936/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 1857/2492ฎีกา 1271/2498ฎีกา 5957/2530ฎีกา 8651/2558
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา