คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2555
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การยอมความในความผิดต่อส่วนตัวที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้สิทธินำคดีอาญาดังกล่าวระงับไปตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์มีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีก จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 264, 265, 268, 341
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมหนังสือกู้เงินอันเป็นเอกสารสิทธิกับใช้เอกสารสิทธิปลอม จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารเองลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสองแต่กระทงเดียว และความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมกับฐานฉ้อโกง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ก็ตาม แต่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยยังคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ต้องถือว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อันเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยในคดีนี้ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุดและตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์อ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์จึงมีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีกต่อไป จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องได้ลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย ดังนี้ตามคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว สิทธินำคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาฟ้องจำเลยย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำสั่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี และให้จำหน่ายคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2555
สหกรณ์นิคมสันทราย โจทก์
นางปริษณา ณ นคร จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - สหกรณ์นิคมสันทราย · จำเลย - นางปริษณา ณ นคร |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | พศวัจณ์ กนกนาก · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายเฉลิม เบ็ญมาศ · ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
| หมายเลขคดีดำ | อ.7481/2554 |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา