⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6245-6246/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6245-6246/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลมีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ถือว่าเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากจำเลยได้รับหมายแล้วไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือว่าจำเลยขาดนัด และโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้โจทก์ชนะคดีโดยขาดนัดได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด.

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นตรวจและมีคำสั่งในคำฟ้องของโจทก์เพียงว่า "รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์วางค่าส่งในวันนี้..." โดยวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอปิดหมายมาพร้อมด้วย ในคำแถลงโจทก์ยืนยันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาตามฟ้องตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงนั้นว่ามีหลักฐานภูมิลำเนา หากส่งไปรษณีย์ไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ดังนี้ ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยชอบแล้ว แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดอีก แม้จะเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องขอของโจทก์ ถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในทางไม่จำหน่ายคดีและให้ดำเนินคดีต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.198

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 766,502.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 699,119.38 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยยื่นคำให้การพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงไม่รับคำให้การจำเลย จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ โดยขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ โจทก์แถลงคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินจำนวนแน่นอน จึงมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารตามที่จำเป็นแทนการสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 766,502.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนี้ ในต้นเงินจำนวน 699,119.38 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 กันยายน 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลย และพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำพิพากษาทั้งหมดให้จำเลยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะตรวจและมีคำสั่งในคำฟ้องของโจทก์เพียงว่า "รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์วางค่าส่งในวันนี้..." แต่ปรากฏว่า ในวันที่โจทก์ยื่นคำฟ้อง โจทก์ได้ยื่นคำแถลงขอปิดหมายมาพร้อมด้วย ในคำแถลงดังกล่าวโจทก์ยืนยันว่า จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้องของโจทก์จริงตามหนังสือรับรองบริษัทจำเลย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำแถลงนั้นว่ามีหลักฐานภูมิลำเนา หากส่งไปรษณีย์ไม่ได้ ให้เจ้าพนักงานส่ง ไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ดังนี้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 70 วรรคหนึ่งแล้ว เมื่อพนักงานไปรษณีย์ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยโดยมีพนักงานของจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้รับแทนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 ซึ่งจำเลยต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่จำเลยมายื่นคำให้การเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 จึงเป็นการยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดระยะตามที่กฎหมายบัญญัติ ต้องถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมา จึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการพิจารณาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ปัญหานี้ฟังขึ้น ในชั้นไต่ส่วนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ ได้ความจากนาย ณ พฤกษ์ ทนายจำเลยเบิกความว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยการรับไว้ด้วยตนเองทางไปรษณีย์แล้ว จำเลยได้ส่งเรื่องให้พยานดำเนินการต่อ พยานจึงโทรศัพท์มาตรวจสอบที่ศาลชั้นต้น เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งว่าได้ส่งหมายให้จำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 พยานก็เข้าใจว่าสามารถยื่นคำให้การได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 19 ตุลาคม 2548 ดังนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของทนายความจำเลยโดยเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศาลเช่นนั้น ก็น่าจะสอบถามให้กระจ่างชัดว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องโดยวิธีใด ซึ่งจะส่งผลให้ระยะเวลายื่นคำให้การตามกฎหมายแตกต่างกันไป หรือหากไม่แน่ใจก็สามารถตรวจสอบสำนวนความได้ที่ศาล แต่ทนายจำเลยกลับเข้าใจไปเองว่าสามารถยื่นคำให้การได้ภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยมีมูลเหตุมาจากความเข้าใจของทนายจำเลยเอง จึงถือว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยเป็นไปโดยจงใจและไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 นั้น ปรากฏว่าจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 โดยวิธีรับหมาย ซึ่งจำเลยจะต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหมาย แต่จำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ย่อมถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นการยื่นคำร้องภายในกำหนด 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลยและมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ ก็ปรากฏว่าโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดอีกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 แม้จะเป็นการยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ แต่การที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาล การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอของโจทก์ดังกล่าวว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและกรณีเป็นหนี้เงินจำนวนแน่นอน ให้งดสืบพยานโจทก์กับให้โจทก์ส่งเอกสารแทนการสืบพยาน ถือว่าศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในทางไม่จำหน่ายคดี และให้ดำเนินคดีต่อไปตามความประสงค์ของโจทก์ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6245 - 6246/2555 บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเช็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทริงซีโร เน็ตเวิร์คส (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเช็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) · จำเลย - บริษัทริงซีโร เน็ตเวิร์คส (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พศวัจณ์ กนกนาก · อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นางหฤทัย มีอุดร · ศาลอุทธรณ์ - นายกมล ธีรเวชพลกุล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำพ1820/2553

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3966/2551ฎีกา 911/2548ฎีกา 1337/2533ฎีกา 8888/2542ฎีกา 3865/2537ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 34/2538ฎีกา 1419/2543ฎีกา 623/2506ฎีกา 4470/2543ฎีกา 5393/2542ฎีกา 4566/2536ฎีกา 991/2523ฎีกา 3924/2535ฎีกา 951-952/2500ฎีกา 1137/2508ฎีกา 1296/2510ฎีกา 2223/2547ฎีกา 1232/2514ฎีกา 3914/2535ฎีกา 8125/2541ฎีกา 1416/2545ฎีกา 1144/2493ฎีกา 2839/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา